และข้อมูลการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 74.69 เปอร์เซ็นต์เป็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับรายงานเป็นเอกสารจากทุกหน่วยเลือกตั้งครบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ หรือเกิดจากการทุจริตแต่อย่างใด และการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 5 วันในการนับคะแนนเท่ากับการเลือกตั้งทุกครั้งไม่ได้มีความล่าช้าในการรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งแต่อย่างใด
แต่จากข้อมูลที่ กกต. แถลงมาข้างต้นพบว่ายังมีข้อสงสัยที่ขอให้ กกต. ชี้แจง คือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ ซึ่งมีความแตกต่างจากเดิมกว่า 4 ล้านคนนั้น กกต. ไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากหน่วยเลือกตั้งใดบ้าง และบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในประเทศและนอกราชอาณาจักรอีกกว่า 2 ล้านบาทนั้นจำนวนที่แท้จริงคือเท่าใด คิดเป็นร้อยละเท่าใดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และการที่ กกต. ไม่ระบุตัวเลขให้ชัดเจนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 113 ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องนำบัตรที่มาจากการเลือกตั้งล่วงหน้า มานับรวมที่หน่วยเลือกตั้งด้วย ดังนั้นที่ชี้แจงว่าจำนวนที่รายงานเข้ามา 90 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รวมจำนวนคะแนนที่มาจากการเลือกตั้งล่วงหน้า จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย. พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยจำนวนบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่ออกเสียงโหวตโน ในแต่ละหน่วยเลือกตั้งว่ามีเท่าใด และบัตรที่ไม่ได้ใช้ออกไปมีเหลือเท่าใดจากยอดที่พิมพ์ทั้งหมด
นายเรืองไกร ขอให้นำเอกสารทุกหน่วยมาเปิดเผย ให้สาธารณชนหรือพรรคการเมืองใดที่จะมีข้อสงสัยได้ทำการตรวจสอบ