เพราะในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดย"คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)" ถูกตั้งคำถาม จากปัญหาการปฏิบัติงานภายใต้กติกาใหม่ และข้อจำกัดทางกฎหมาย
ทำให้กลายเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม กลับไปที่ กติกาที่ถูกยกร่างขึ้น ทั้ง "รัฐธรรมนูญ2560" และ กฎหมายลูกที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง4 ฉบับ วางหมากให้"การเปลี่ยนผ่าน" ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ราบรื่น หรือไม่?
กับประเด็นนี้"อุดม รัฐอมฤต" อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดกับการเมืองตอนนี้ อยู่ที่ "คนนำไปปฏิบัติ"
ซึ่ง คนที่นำไปปฏิบัติ และ สังคมตั้งคำถามมากที่สุดตอนนี้ คือ "กกต."ว่า ด้วย การคิดคำนวณเพื่อหา จำนวนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามคะแนนนิยมแบบค่าเฉลี่ย ซึ่ง กกต. ไม่ยอมเปิดเผยสูตรที่ใช้คำนวณ
"กับเรื่องนี้ผมเข้าใจว่าอยู่ที่ดุลยพินิจของ กกต. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบไว้เพียง1.เวลา60วันที่ต้องประกาศรับรอง ส.ส. 2.จำนวน ส.ส. ร้อยละ 95ดังนั้นหากกกต. เห็นว่าไม่เป็นปัญหาต้องปฏิบัติหน้าที่ แต่สิ่งที่ กกต. ทำตอนนี้คือบริหารงานผิดพลาด ไม่แจงตัวเลขคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะเขาอาจจะกลัวว่า นี่เป็นการรับรองผลส.ส.ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผมก็ปวดหัว ทั้งที่ กกต. ต้องชี้แจงให้ชัดเจนแต่เป็น "เตมีย์ใบ้"ทำไม"
แต่กับ ปัญหาในทางปฏิบัติ ต้องยอมรับปมสำคัญ คือ กติกาที่ออกแบบ โดย"กรธ." และ"สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)"เป็นชนวนหนึ่งของต้นตอ เพราะด้วยระบบเลือกตั้งที่ลอกลายฝรั่ง แต่ปรับให้เข้ากับ สไตล์ไทย"จัดสรรปันส่วนผสม"เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งไม่ตกน้ำ ใช้ บัตรเลือกตั้งใบเดียวเพื่อให้"ผู้สมัคร ส.ส." เป็นจุดตัดสินก่อนกาคะแนน
กับปมแรก "ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม" ตอบโจทย์ ทุกเสียงไม่ตกน้ำ ได้ไหม "อดีต กรธ."ยอมรับว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทุกเสียงจะไม่ตกน้ำ เพราะเมื่อนำคะแนนนิยมจากบัตรที่ประชาชนเลือกแต่ละพรรคมาคำนวณที่ต้องหารเป็นค่าเฉลี่ยคะแนน ที่ ส.ส.1 คนพึงมี แต่เมื่อมีพรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ย ถือว่าแพ้เลือกตั้ง
"การจัดสรรบัญชีรายชื่อ ให้กับคนที่ไม่ชนะเลือกตั้งในเขต ถือว่าตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง เพราะสิ่งที่ กรธ. คิด คือ เมื่อเขาชนะเลือกตั้งแบบเขตแล้ว ไม่ควรได้ ส.ส.ดับเบิ้ลในบัญชีรายชื่อ เพื่อให้น้ำหนักเสียงกับคนกลุ่มนี้"
ขณะที่ กรณีของการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวที่ถูกตั้งคำถามเช่นกัน ว่า จากเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ ประชาชน คิด วิเคราะห์ และแยกแยะ คุณงามความดี คุณสมบัติของ ผู้สมัคร ส.ส. ก่อนจะลงคะแนนเพื่อให้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในสภาฯ เป็นสิ่งที่มาถูกทางแล้วหรือยัง?"มือทำรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ"ตอบไว้ว่าตอบโจทย์ในด้านหนึ่ง
แต่เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ที่ว่า"บัตรใบเดียว" ทำให้การตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร ดูที่คุณภาพ มากกว่า สิ่งอื่น"อุดม" บอกว่า "ตอบยาก เพราะการลงคะแนนเลือกส.ส. ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน การเลือกตั้งเพื่อให้ได้ คนที่มีคุณภาพ ตอบอะไรไม่ได้ ทั้งนี้ทุกคนมีส่วนที่ผิดหวัง ได้สมหวัง เพราะระบบเลือกตั้ง แบบสัดส่วน ต้องขึ้นอยู่กับคะแนนเสียง"
ขณะที่ บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทีคาดหวังจะทำให้"ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" ทำการบ้านเรื่องผู้สมัครมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพื่อแก้โจทย์การเมือง"ส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้ง ก็ยังได้" "อดีต กรธ." ไม่มีคำตอบกับเรื่องนี้ ว่าช่วยเสริมกันหรือไม่ เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่พูดยากเนื่องจากเป็นเรื่องต่างจิตต่างใจ
ดังนั้นในโจทย์ ที่"กรธ."วางไว้ว่า อยากให้การเมืองไทยเปลี่ยนโฉม จาก "คนหน้าเก่า" ไปเป็น"คนหน้าใหม่"ที่มีคุณภาพ แต่ผลลัพธ์อย่างไม่ทางการจากการเลือกตั้ง พบว่า ว่าที่ ส.ส. ส่วนใหญ่ ล้วนเป็นคนหน้าเก่า ที่"คณะยึดอำนาจ" เคยตราหน้าว่า"พวกน้ำเน่าการเมือง"
คำถามจึงเกิดขึ้นว่าสูตรที่ กรธ. คิด เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย? โดย"อดีต กรธ." ยอมรับ ว่า การออกแบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว ไม่เชิงว่าตั้งใจให้คนหน้าใหม่เข้ามาสู่ระบบการเมือง เพราะเมื่อกำหนดให้มี ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และใช้การกาบัตรใบเดียว ดังนั้นเมื่อเลือก ส.ส.เขต ผลที่ส่งต่อ คือ บัญชีรายชื่อ
"เรามีสิทธิเลือกผู้สมัครได้เยอะ แต่พรรคทำให้ไม่มีทางเลือกมาก อย่าง ชอบพรรค หรือไม่ชอบผู้สมัคร สามารถเกิดขึ้นได้ ปัญหาระบบเลือกตั้งบ้านเรา คือ สร้างส.ส.ให้พันกับระบบพรรคการเมือง ไม่มีทางเลี่ยงได้ ดังนั้นคนที่ไปเลือกตั้งไม่ว่าจะชอบคนหรือไม่ ถูกบังคับไปโดยปริยายว่าต้องเลือกพรรคไปด้วย และผลที่เกิดขึ้นคือ คนที่เลือกไม่ได้เป็น ส.ส. แต่กลับได้ คนที่อยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อแทน" อดีต กรธ. ยอมรับ
เรื่องที่เกิดขึ้น"อดีต กรธ."ยอมรับด้วยว่า เป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุงระบบกฎหมายเลือกตั้ง สำหรับ บัตรเลือกตั้งใบเดียว หรือ จะใช้2 ใบคือ กาเขต และ กาบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้คะแนนจากบัตรบัญชีรายชื่อไปคิดสัดส่วนในสภาผู้แทนราษฎร
ขณะที่มุมการเติบโตของ "ระบบพรรคการเมือง"ที่เอื้อให้เกิดพรรคเกิดใหม่ และสร้างปรากฎการณ์ใหม่ คือ"พรรคพลังประชารัฐ และ พรรคอนาคตใหม่" "อดีต กรธ." บอกว่า เป็นมุมสะท้อนให้เห็นฐานพลังทางการเมืองในยุคสมัยนี้ แต่ความเป็นจริงพรรคการเมืองในประเทศไทย ยังไม่ใช่พรรคในอุดมคติเมื่อยึดตามฐานของพรรคการเมืองในต่างประเทศที่เป็นต้นแบบ
"พรรคการเมือง ที่มีอุดมการณ์ ต้องเป็นพรรคที่มีฐานประชาชนสนับสนุนชัดเจน มีสมาชิกพรรคที่ตื่นตัวในทางการเมือง แต่ในประเทศไทย ผมมองความตื่นตัวเกิดขึ้นเวลาจะเลือกตั้งเท่านั้น แม้กติกาที่กำหนดว่าด้วย การมีสาขาพรรค, ตัวแทนพรรคการเมือง หาสมาชิกพรรคให้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี มีทุนประเดิม แต่ความพยายามไปไม่ถึง เนื่องจากบทเฉพาะกาลของกฎหมายพรรคการเมืองละเว้นไว้ ซึ่งการละเว้นไม่ใช้บทหลักที่ต้องการสร้างมาตรฐาน ถือเป็นจุดอ่อน"
ประเด็นสำคัญ ที่ถูกโยงเข้ากับระบบเลือกตั้งและกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่ยังไม่รู้ว่า"ดี" หรือ"เหมาะสม" หรือไม่ คือ ความวายป่วง ของกระบวนการ ที่ลามไปถึง การฟอร์มรัฐบาล อนาคตรัฐบาลใหม่ที่มาจาการเลือกตั้ง ว่า จะมีเสถียรภาพหรือไม่
ซึ่ง "อุดม" เชื่อว่า ทิศทางการเมือง ในช่วง 5 ปี ยังดูวุ่นวาย เพราะการออกแบบให้ "ส.ว." มีบทบาทสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะ"ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี" ดังนั้นทิศทางที่การเมืองจะเดินต่อไปได้ คือ การประนีประนอม เพื่อทำให้ประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน บนกติกาใหม่เดินหน้าด้วยความเรียบร้อย
จุดโฟกัสหนึ่งที่ "คอการเมือง" มอง คือ การประนีประนอมที่ว่า คือ การปูทุกหนทางเพื่อให้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" ฐานะแคนนิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ คืนสู่ตำแหน่งใช่หรือไม่ ในวันที่ "กรธ." เริ่มต้นทำงาน"อุดม" ยอมรับว่า ที่ประชุมยกกรณีนี้ พูดคุยกัน โดยมี กรธ. ส่วนหนึ่งคิดว่าจะกลับมา ส่วนหนึ่งคิดว่า คงไม่กลับมา เพราะการเมืองโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง นั้นปากจัด และไม่เชื่อว่า"พล.อ.ประยุทธ์" จะทนฟังคำวิจารณ์ได้
"กติกาที่ กรธ. เขียน ตอบไม่ได้ว่า ข้างหน้าใครจะได้มาเป็น นายกรัฐมนตรี เพราะสิ่งที่กรธ. ทำงานคือการเขียนกติกาเพื่อส่วนรวม โดยไม่มีฐานคิดมาจากตัวบุคคล หรือ คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นปรากฎการณ์ และเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงมุมมองและมุมที่คิดกันขึ้นมาได้เท่านั้นเอง"
แต่เมื่อ สถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ "นักการเมือง- นักเคลื่อนไหว" มองว่า เข้าสู่จุดเสี่ยงทางการเมือง "รัฐธรรมนูญ" คือ สิ่งสร้างอภินิหาริย์ทางกฎหมาย เพื่อนำไปสู่จุดเสี่ยงนั้น หากลองในมุมของ "อดีต กรธ." เขาเชื่อว่าปัญหาทางข้อกฎหมายสามารถเป็นไปได้ ที่ไม่ชัดเจน ต้องอาศัยการตีความ แต่การตีความข้อกฎหมาย ต้องใช้ความรับผิดชอบ
"คนที่ต้องรับผิดชอบ คือ คนที่นำไปใช้กรณีคำนวณคะแนนเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ กกต.ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเข้าใจอย่างไรก็ได้ โดยไม่รับผิดชอบ เพราะไม่เช่นนั้นกรณีว่าด้วยการตีความ อาจไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ"