โดยนายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการ กกต. พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวน และนายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ ผู้อำนวยการบริหารงานเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ความคืบหน้าการนับคะแนนผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดคิดเป็น 100% รวมทั้งสิ้น 51,239,638 คน มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 74.69% รวม 38,268,375 คน ส่วนผู้ไม่มาใช้สิทธิ์ 25.31% คือ 12,971,263 คน
ส่วนจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 100% มีจำนวน 38,268,366 บัตร / คิดเป็นบัตรดี 92.85% จำนวน 35,532,645 บัตร / ส่วนบัตรเสีย 5.57% จำนวน 2,130,327 บัตร และไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน คิดเป็น 1.58% จำนวน 605,392 บัตร ส่วนผลการนับคะแนน / คะแนนรวม 35,532,647 คะแนน / พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 คะแนน / พรรคเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน / พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 คะแนน / พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 / พรรคภูมิใจไทย 3,732,883 คะแนน ส่วนการดำเนินการสืบสวน ไต่สวนข้อเท็จจริง รองเลขาธิการ กกต. ยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จและจะประกาศผลการรับรองผลภายในวันที่ 9 พฤษภาคม แต่หากว่าการดำเนินการสืบสวนไต่สวนไม่แล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็สามารถเอาผิดกับผู้สมัคร ส.ส. ที่ทำผิดได้ในภายหลังและในการแถลงข่าวประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตวันนี้ สิ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัยมากที่สุด คือ ทำไม "ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิกับตัวเลขบัตรที่ถูกใช้ไปไม่ตรงกัน"
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาฯ กกต. ชี้แจงว่าเกิดกรณี "บัตรเขย่ง" หมายความว่า มีผู้ไปรายงานตัวใช้สิทธิ แต่อาจรอคิวนาน หรือเกิดเหตุอื่นกระทันหัน ทำให้ต้องออกจากแถวที่ต่อคิวลงคะแนน หรือพูดง่ายๆ ไปรายงานตัวใช้สิทธิ แต่อาจรอคิวนาน เลย "สละสิทธิ์" นี่จึงเป็นที่มา ทำให้ "ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิกับตัวเลขบัตรที่ถูกใช้ไปไม่ตรงกัน" ต่อมานายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาแถลง เปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์และคะแนนรวมของแต่ละพรรควานนี้ (28 มี.ค.) โดยมีบัตรดีทั้งสิ้น รวมทั้งสิ้น 35,532,647 คะแนน โดยมีผู้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งสิ้น 51,239,638 คน มาใช้สิทธิ์ 74.69% หรือ 38,268,375 คน อย่างไรก็ตามยังระบุว่า บัตรทั้งหมดอยู่ที่ 38,268,366 ใบ น้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ 9 คน และว่าที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับยอดบัตรที่ใช้นั้นอาจเกิดจาก "บัตรเขย่ง" และอาจเกิดจากการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนใช้สิทธิ แต่ไม่ได้รับบัตรเลือกตั้ง แล้วเดินออกจากหน่วยเลือกตั้งไป อาจเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ จากหน่วยเลือกตั้งที่มีกว่า 92,000 หน่วยทั่วประเทศนั้น
ถ้อยแถลงดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า กกต. คิดแต่จะประดิษฐ์ถ้อยคำใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งๆที่ "บัตรเขย่ง" นั้นไม่มีในกฎหมายใด ๆ หากเกิดกรณีดังกล่าวจริง กกต.ต้องไต่สวนให้ได้ความว่าเกิดขึ้นจากหน่วยเลือกตั้งใด และต้องดำเนินการเอาผิดพนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นและต้องจัดให้มีการเลือกตั้งในหน่วยนั้นใหม่ตามกฎหมาย จะมาโบ๊ยแล้วไม่ดำเนินการใดๆไม่ได้ นอกจากนั้นก่อนหน้านี้ ก็มีการใช้ถ้อยคำแทนคำว่า "บัตรเสีย" ใหม่ว่า "บัตรที่ไม่สามารถนับคะแนนได้" แถมวินิจฉัยกรณีบัตรเลือกตั้งจากนิวซีแลนด์ไม่ถูกต้องตาม ม.114 แห่งพรบ.เลือกตั้ง สส.2561 แต่อย่างใดเพราะไม่ใช่เหตุที่เกิดจากการไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ชุดนี้ผิดพลาด ล้มเหลว ก่อให้เกิดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมมากมาย หลายประการ และไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งๆที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนนับแสนบาทต่อเดือน
ล่าสุดนายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขา กกต. กล่าวว่า จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 100% ไม่ตรงกับวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งต่างกันหลัก 3 หมื่น ว่า เกิดจากส่วนงานที่รับผิดชอบรวบรวม ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าตัวเลขเปลี่ยนแปลง อาจรวมถึงผู้มีสิทธิ์นอกราชอาณาจักร อาจทำให้ตัวเลขไม่ตรงกัน
ส่วนกรณี "บัตรเขย่ง" เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งทุกครั้ง ทำให้จำนวนผู้ใช้บัตรกับผู้ใช้สิทธิ์ไม่ตรงกัน ซึ่งเรารวมจากตัวเลขความเป็นจริงต่างกัน 9 ใบ ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ทำให้โอกาสบัตรเขย่งเกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ที่ตัวเลขอาจไม่ตรงกันจากหลายสาเหตุ ประเด็นนี้อธิบายได้ อย่างไรก็ตามเห็นปัญหาตรงนี้จะมีการตรวจสอบหาข้อมูลต่อไป
ส่วนตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์แตกต่างจากก่อนหน้า เนื่องจากวันที่ 24 มี.ค.แถลงตามโปรแกรมแรบบิทรีพอร์ต ทำให้ไม่ตรง 100% โดยเป็นตัวเลขจากหน่วยเลือกตั้งปกติ ไม่ได้หมายถึงหน่วยเลือกตั้งกลาง ซึ่งมีหน่วยเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร และเอาเปอร์เซ็นต์ตัวเลขอีก 6-7% จึงเกิดการขยัก