วันนี้ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ แกนนำพรรคได้ร่วมแถลงกรณีที่ช่วงเช้าที่ผ่านมา 6 พรรคการเมืองได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติพรรคเสรีรวมไทย และพรรคพลังปวงชนไทย แถลงจุดยืนร่วมจัดตั้งรัฐบาล
นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงข่าวท่าทีของพรรคต่อกรณีการแถลงข่าวเตรียมรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นที่เป็นพันธมิตร โดยนายอุตตม กล่าวว่า การรวมเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อดำเนินการไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล พรรคมีจุดยืนชัดเจนที่จะยังไม่พูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะในเรื่องของคะแนนยังไม่เป็นที่ยุติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐ ต้องดำเนินการหารือกับพรรคอื่นต่อไป โดยพรรคเชื่อว่ายังมีเวลาที่จะเดินสายหารือเพือให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดความราบรื่นต่อไป พร้อมยอมรับว่าได้คุยกับพรรคจำนวนหนึ่ง ทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็ก แต่ประเด็นหลักวันนี้ยังไม่มีฝั่งใดที่จะยืนยันตัวเลขได้ชัดเจนว่าแต่ละพรรคได้เสียงเท่าไหร่จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่าใครจะรวมเสียงกันได้มากน้อยอย่างไร แต่พรรคพลังประชารัฐฃจะทำต่อเนื่องตามหลักการในการคำนวณเสียงให้ได้มากที่สุด ส่วนที่พรรคเพื่อไทยประกาศจับมือกับพรรคต่างๆในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐมองว่าเวลายังมีอยู่ พรรคเราไม่รีบร้อน
ทั้งนี้เมื่อถามว่ากรณีที่พรรคเพื่อไทยรวมเสียงได้ก่อนพรรคมองอย่างไร นายอุตตม กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีการรวมเสียงได้ทั้งนั้น เพราะ กกต. ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ยังไม่รีบร้อนตั้งเป้าจะเป็นรัฐบาล ต้องดูเสียงก่อนและต้องฟังพรรคการเมืองอื่นด้วย และเร็วเกินไปที่จะพูดถึงตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้ในใจ
ส่วนการที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ยังสงวนท่าทีในการแถลงจับมือกับพรรคเพื่อไทยเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่ามีโอกาสร่วมงานกันกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการเสนอชื่อไว้ก่อน ถึงเวลาจะพูดคุยกัน และอย่างไรก็ตามพรรคขอยืนยันว่าตัวเลขไม่ใช่สาระสำคัญเปลี่ยนแปลงได้ทุกวันการคำนวณยังไม่สิ้นสุดเราตั้งใจพัฒนาพรรคให้เป็นพรรคการเมืองถาวร เพื่อปฎิบัติตามเจตนารมย์ที่ประชาชนเลือกพวกเราเข้ามาทำหน้าที่
ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวว่าการรวมตัวกันเป็นการแสดงความช่วงชิงทางการเมือง เป็นการฉกฉวยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างความชอบธรรม ซึ่งในความเป็นจริงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา และการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆในอดีต เพราะเป็นระบบจัดสรรปันส่วนที่ต้องคิดหาคะแนนอย่างละเอียดทั้งส.ส.แบบเขตและบัญชีรายชื่อ และขอให้หยุดอ้างความเป็นประชาธิปไตยได้แล้ว เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ว่าใครจะได้คะแนนเท่าไหร่ ทุกคนเข้าสู่การเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย ถ้าเป็นเผด็จการก็ไม่จำเป็นต้องลงสู่การเลือกตั้ง ซึ่งมีประชาชนกว่า7.9ล้านเสียงที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ และถือว่ามากที่สุด จะไม่เคารพเสียงของคนเหล่านี้หรือ หรือว่าเสียงที่เป็นประชาธิปไตยคือเสียงของคนที่สนับสนุนเฉพาะพรรคของตนเองเท่านั้น ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้คือการเคารพเสียงของทุกคน วันนี้ไม่มีฝ่ายประชาธิปไตยและเผด็จการ เพราะพรรคพลังประชารัฐเดินตามครรลองของประชาธิปไตย พียงแต่พรรคมองว่าคนที่เหมาะสมกับสภานการณ์ตอนนี้คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แคดิเดตนายกรัฐมนตรี และขอยืนยันพรรคพลังประชารัฐเป็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อพวกพ้อง