หากเรานำคะแนนที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ มาลองรวมขั้วทางการเมือง จะพบว่า พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" จะประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 137 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 80 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง และพรรคเพื่อชาติ 5 เสียง รวมกันแล้วได้เสียงสนับสนุน 244 เสียง
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่สนับสนุน "นายกฯลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 117 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 53 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 11 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคพลังชาติไทย พรรคละ 1 เสียง หากพรรคกลุ่มนี้จับมือกันทั้งหมด จะรวมเสียงได้ 246 เสียงจะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีฝ่ายใดได้เสียงเกิน 250 เสียง ต้องรอผลคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มเติมอีกราวๆ 10-12 ที่นั่งให้ครบ 150 ที่นั่ง แต่ก็เชื่อว่าจะยังมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี เพราะรัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพมั่นคง ต้องมีเสียง ส.ส.อย่างน้อย 280-300 เสียง ฉะนั้นหากไม่มีพรรคระดับ 50 เสียงเปลียนข้างไปจับมือกับฝ่ายพรรคเพื่อไทย ก็แทบจะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพไม่ได้เลย โดยพรรคที่มีจำนวน ส.ส.อยู่ในระดับ 50 เสียง มี 2 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย
นอกจากนั้น การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงสนับสนุนถึง 376 เสียง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายไหนน่าจะรวมเสียงได้มากขนาดนั้น แม้จะมีการย้ายข้างของพรรคระดับ 50 เสียงก็ตาม ฉะนั้นจึงต้องพึ่งพาเสียง ส.ว. ทำให้ฝ่ายสนับสนุน "นายกฯลุงตู่" มีโอกาสมากกว่า เพราะ ส.ว.ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ แม้จะตั้งนายกฯได้ แต่การบริหารประเทศจะทำอย่างไร เนื่องจากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งแบบไม่เด็ดขาด ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน