เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) 2 ขั้วเสียงก้ำกึ่ง...จับตา "งูเห่า-เกมขู่ยุบสภา"

26 มี.ค. 2562 | wanchat

(คลิปข่าว) 2 ขั้วเสียงก้ำกึ่ง...จับตา "งูเห่า-เกมขู่ยุบสภา"

จากตัวเลขคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบเขตที่ กกต.ประกาศล่าสุด เมื่อนำไปรวมกับตัวเลขคาดการณ์ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรค โดยนำคะแนนโหวตทั้งประเทศที่แต่ละพรรคได้รับไปคำนวณ ก็จะได้ตัวเลขอีกชุดหนึ่ง เป็นตัวเลขที่คิดจาก ส.ส.ทั้ง 2 ระบบรวม 500 คน ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่นำไปใช้จัดตั้งรัฐบาล ฉะนั้นหากเรามองข้ามช็อตไปที่การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล จะพบปัญหาเสียงก้ำกึ่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเรานำคะแนนที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ มาลองรวมขั้วทางการเมือง จะพบว่า พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" จะประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 137 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 80 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง และพรรคเพื่อชาติ 5 เสียง รวมกันแล้วได้เสียงสนับสนุน 244 เสียง
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่สนับสนุน "นายกฯลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 117 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 53 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 11 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคพลังชาติไทย พรรคละ 1 เสียง หากพรรคกลุ่มนี้จับมือกันทั้งหมด จะรวมเสียงได้ 246 เสียงจะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีฝ่ายใดได้เสียงเกิน 250 เสียง ต้องรอผลคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มเติมอีกราวๆ 10-12 ที่นั่งให้ครบ 150 ที่นั่ง แต่ก็เชื่อว่าจะยังมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี เพราะรัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพมั่นคง ต้องมีเสียง ส.ส.อย่างน้อย 280-300 เสียง ฉะนั้นหากไม่มีพรรคระดับ 50 เสียงเปลียนข้างไปจับมือกับฝ่ายพรรคเพื่อไทย ก็แทบจะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพไม่ได้เลย โดยพรรคที่มีจำนวน ส.ส.อยู่ในระดับ 50 เสียง มี 2 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย
นอกจากนั้น การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงสนับสนุนถึง 376 เสียง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายไหนน่าจะรวมเสียงได้มากขนาดนั้น แม้จะมีการย้ายข้างของพรรคระดับ 50 เสียงก็ตาม ฉะนั้นจึงต้องพึ่งพาเสียง ส.ว. ทำให้ฝ่ายสนับสนุน "นายกฯลุงตู่" มีโอกาสมากกว่า เพราะ ส.ว.ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ แม้จะตั้งนายกฯได้ แต่การบริหารประเทศจะทำอย่างไร เนื่องจากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งแบบไม่เด็ดขาด ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน

จากปัญหา "ทางตันทางการเมือง" ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ เรากระเทาะออกมาเป็นแนวโน้มที่เป็นไปได้ของการเมืองไทยนับจากนี้ รวม 3 แนวทางด้วยกัน คือ1.ถ้าพรรคภูมิใจไทยหันไปจับมือกับ "ฝั่งไม่เอาลุงตู่" พูดง่ายๆ คือ "ขั้วพรรคเพื่อไทย" ผลที่ได้จะทำให้พรรคฝ่ายนี้มีสนับสนุนเกือบๆ 300 เสียง ถือเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมากที่เดียว / แต่เสียงเกือบ 300 เสียงยังไม่พอโหวตนายกฯ เพราะต้องใช้ 376 เสียง คือโหวตร่วมกับ ส.ว.อีก 250 เสียง / สถานการณ์ก็จะกลายเป็นว่า "ตั้งรัฐบาลได้ แต่เป็นนายกฯได้หรือไม่ ถ้า ส.ว.ไม่หนุน"
2.พรรคภูมิใจไทยจับมือกับ "ฝั่งหนุนลุงตู่" พูดง่ายๆ คือ "ขั้วพรรคพลังประชารัฐ" ผลที่ได้ก็คือ เสียงสนับสนุนของฝ่ายนี้อยู่ที่ราวๆ 250 เสียง เกินมาก็นิดหน่อย เรียกว่า "เสียงปริ่มน้ำ" เป็นรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ / แต่เสียงเท่านี้ ถ้าไปรวมกับ ส.ว. 250 เสียง ก็สามารถเป็นนายกฯไปก่อนได้ เพราะเสียง ส.ส.รวมกับ ส.ว.มากถึง 500 เสียงหรือใกล้เคียง / แต่สถานการณ์จะกลายเป็นว่า "ลุงตู่เป็นนายกฯได้ ตั้งรัฐบาลได้ แต่บริหารได้หรือไม่"
3.ฝั่งหนุนลุงตู่ จับมือ ส.ว.ปลดล็อคตั้งนายกฯคนนอก โดยการปลดล็อคให้มีนายกฯคนนอก ต้องมีเสียงสนับสนุนจาก 2 สภา 500 เสียงขึ้นไป ซึ่งดูตามจำนวนเสียงแล้วเป็นไปได้ / แต่ผลที่จะตามมาก็คือ พลเอกประยุทธ์ จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี / ต้องหาคนกลางมาเป็นนายกฯ แล้วดึงเสียงฝั่งไม่เอาลุงตู่มาร่วมบางส่วน เช่น พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง รวม 22 เสียง ก็พอตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพระดับหนึ่งได้ โดยมีเสียงสนับสนุนอยู่ราวๆ 270 เสียง / โดยเหตุผลที่จะนำมาใช้คือ "รัฐบาลแห่งชาติ"นอกจากนั้นยังมีแนวทางที่พรรคอนาคตใหม่เสนอ คือ "ปิดสวิทช์ ส.ว." ด้วยการรวมเสียงจากทุกพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ประกาศตัวสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ อย่างชัดเจน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่อ้างว่าพรรคที่เหลือมีเพียงรวมกันมากกว่า 376 เสียง สามารถโหวตเลือกนายกฯจากสภาผู้แทนราษฎรสภาเดียวได้ ไม่ต้องใช้บริการ ส.ว. แต่แนวทางนี้เป็นไปได้ยาก เพราะพรรคภูมิใจไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ จะยอมทำตามเกมของพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นคู่แข่งกันในสนามเลือกตั้งหรือ

ข่าวล่าสุด