"ต้องเคารพเสียงของประชาชนที่เลือกตั้งส.ส.ในระบบเขต ดังนั้นแม้พรรคเพื่อไทยจะได้ จำนวน ส.ส.เกินกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนนิยม ประมาณ 6.4 หมื่นคะแนนต่อ ส.ส.1 คน ไปกว่า 12 - 13 คน ต้องยกให้พรรคเพื่อไทย โดยจะตัด ส.ส.เขตออกไม่ได้ เพราะประชาชนเลือก ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ แม้คะแนนนิยมจะสูง แต่พบว่าเขตเลือกตั้งชนะน้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐ จึงได้การเติมเต็มส.ส.ในแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้คงเจตนารมณ์ว่าทุกคะแนนของประชาชนไม่ตกน้ำ" นายเจษฎ์ กล่าว
อดีตที่ปรึกษา กรธ. กล่าวด้วยว่า กรณีที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยได้เกินกว่าคะแนนนิยม ผลที่ต้องพิจารณา คือ จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีไม่เกิน 150 จะถูกลดทอนลงไปตามจำนวน ส.ส.ที่เกินมา เช่น คะแนนเบื้องต้นพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เกิน 13 คน ดังนั้นเพื่อให้จำนวน ส.ส.ไม่เกิน 500 ที่นั่ง ต้องทอนส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองอื่นออก 13 คนเช่นกัน อาทิ พรรคพลังประชารัฐ ที่อาจได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 21 คน อาจถูกทอนลงประมาณ 2-3 คน, พรรคอนาคตใหม่ ที่อาจได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 58 คน อาจถูกทอนลง 4-5 คน, พรรคภูมิใจไทย อาจได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 13 คนอาจถูกทอนลง 1 คน เป็นต้น ทั้งนี้การคิดสัดส่วนดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ กกต. ต้องพิจารณา