ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจความหมายของ Blind Trust กันก่อน นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ อธิบายให้ "เนชั่นทีวี" ฟังว่า Blind Trust มีลักษณะคล้ายๆ Private Fund หรือ "กองทุนส่วนบุคคล" ที่บริหารจัดการทรัพย์สินแทนบุคคลอื่น เพียงแต่เจ้าของทรัพย์สินจะไม่สามารถรับรู้ขั้นตอนการลงทุน ตลอดจนผลตอบแทน ตามเงื่อนไขระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่ Private Fund ทั่วๆ ไป เจ้าของทรัพย์สินจะสามารถรับรู้ขั้นตอนการลงทุนและผลตอบแทนได้ตลอดเวลา เพียงแต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจในการลงทุน
นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ อธิบายต่อว่า ประเทศไทยยังไม่มี Blind Trust มีแต่ร่างกฎหมายทรัสต์ซึ่งยังไม่ผ่านสภา อยู่ในแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ฉะนั้นสิ่งที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ดำเนินการ น่าจะมีลักษณะคล้าย Private Fund แต่เพิ่มข้อตกลงแนบท้ายสัญญาเรื่องการไม่รับรู้ขั้นตอนการลงทุน และผลตอบแทน ตลอดจนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งระยะเวลาที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ประกาศ ก็คือตลอดเวลาที่อยู่ในวงการเมือง กระทั่งพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 3 ปี
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมต.คลัง ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว จั่วหัวว่า "ยิ่งมองไม่เห็น ยิ่งตรวจสอบไม่ได้" วิจารณ์การแถลงข่าวเรื่อง Blind Trust ของนายธนาธร โดยบอกว่า Blind Trust ยังไม่มีจริงในประเทศไทย เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายธนาธรลงนามไป จึงไม่ใช่ Blind Trust
ส่วนการโอนทรัพย์สินให้กองทุนส่วนบุคคลดูแล มีอดีตรัฐมนตรีหลายคนเคยทำแล้ว รวมทั้งตนเองด้วย แต่การที่นายธนาธรบอกว่าทรัพย์สินที่โอนไปนี้จะ "มองไม่เห็น" จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องดี เพราะเมื่อทุกคนบอดสนิทกับข้อเท็จจริงว่านักการเมืองมีทรัพย์สินอะไรบ้าง การตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
ฉะนั้นวิธีที่ชัดเจนที่สุดที่จะปลดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คือการขายขาด แต่อย่าขายให้นอมินี หากไม่ขาย วิธีที่ดีที่สุดคือเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง เพื่อให้มีการตรวจสอบได้ และที่ไม่ควรคือการโอนเข้าไปในที่ที่ "มองไม่เห็น"