เริ่มจากคะแนนนิยมของแคนดิเดตนายกฯจากพรรคต่างๆ สูงสุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกฯ พลังประชารัฐ 29.34% อันดับ 2 ตามมาห่างๆ คือ แคนดิเดตนายกฯ ประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ 17.67 % และอันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย 14.63%
อ.สังศิต อธิบายว่า จากการสำรวจ 6 ครั้ง "บิ๊กตู่" มีคะแนนนำตลอดมีเสถียรภาพมาก ตามมาด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ ส่วนนายอภิสิทธิ์ กลับมานำเป็นอันดับ 2 ในช่วง 2 เดือนหลัง ก่อนวันที่ 5 มี.ค.ที่น่าสนใจอีกคือ นายอนุทินกับนายธนาธร ที่คู่คี่สูสีกันมาก และล่าสุดนายอนุทินพลิกมานำ
สำหรับคะแนนนิยมของพรรคการเมืองที่จะกวาด ส.ส.ในระบบเขต เพื่อไทยจะได้ ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 คือ 128 ที่นั่ง ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์เลย โดยจะได้คะแนนประเทศ 5.8 ล้านคะแนน ตามด้วยพลังประชารัฐ 7.8 ล้านคะแนน ได้ ส.ส.2 ระบบรวมกัน 100 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะได้คะแนนประเทศ 6.6 ล้านคะแนน ได้ ส.ส.เฉพาะระบบเขต 86 ที่นั่ง ส่วนปาร์ตี้ลิสต์จะไม่ได้เลย
อันดับ 3 ภูมิใจไทยคาดว่าจะได้คะแนนประเทศ 3.3 ล้านคะแนน ได้ ส.ส. 2 ระบบรวมกัน 38 ที่นั่ง อนาคตใหม่ ได้ 2.9 ล้านคะแนน ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างเดียว 30 ที่นั่ง และเสรีรวมไทย ได้คะแนนประเทศ 2.4 ล้านคะแนน ได้ ส.ส. 25 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมยังมีความไมแน่นอนสูงมาก เพราะโพลล์สำรวจถึงวันที่ 5 มีนาคม ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 5 ถึง 24 มี.ค.อาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ จึงบอกยากว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ แต่จากแนวโน้มนี้ พลังประชารัฐมีโอกาสที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล และมีโอกาสที่ พลเอกประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯ เนื่องจากเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ แม้ได้ ส.ส.เขตมาก แต่โอกาสที่จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว ก็มีสูงเช่นกัน
อาจารย์สังศิต ยังวิเคราะห์ตอนท้ายว่า พรรคพลังประชารัฐมีแนวโน้มได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะช่วงโค้งสุดท้ายมีความได้เปรียบมากกว่าทุกพรรค / รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง จะมีเสียงแกนนำรัฐบาล 280-300 เสียง เป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ / ส่วนพรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรจะเป็นฝ่ายค้าน ด้วยเสียง 180-190 เสียง / ขณะที่พรรคขนาดกลางจะได้ประโยชน์