ร่าง พ.ร.บ.อุ้มฆ่าอุ้มหาย ชื่ออย่างทางการ "พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย" ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกตาม อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ของสหประชาชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้สัตยาบันเมื่อปี 59 และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมยกร่างกฎหมายเพื่อรองรับความผิด "อุ้มฆ่า-อุ้มหาย" เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ร่างกฎหมายฉบับนี้เคยผ่าน ครม.และส่งเข้าพิจารณาใน สนช.ผ่านวาระแรกไปสู่วาระที่ 2 แล้ว แต่กลับมีการท้วงติงว่า ยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (เมื่อปี 60) ทำให้มีการตีกลับร่างกฎหมายจาก สนช.ออกไป จากนั้นร่างกฎหมายได้ถูกส่งเข้า สนช.อีกครั้งหนึ่งในช่วงท้ายของอายุ สนช. คือเมื่อเร็วๆ นี้เอง และกำลังจะพิจารณวาระ 2-3 แต่กลับมีข่าวการเลื่อนวาระ และมีข่าวลือการถอนร่าง เพราะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงหน่วยหนึ่งส่งหนังสือคัดค้านหากจะพิจารณาร่างกฎหมายนี้ต่อไป
อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า กระบวนการพิจารณากฎหมายของ สนช.ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่รับฟังเสียงของเหยื่อและครอบครัว ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้ยกร่างขึ้นมาเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับเหยื่อและครอบครัวของผู้ที่ถูกอุ้มหาย หนำซ้ำสาระสำคัญของกฎหมายยังเทน้ำหนักในการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าคุ้มครองและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งๆ ที่ยูเอ็น ยืนยันในหลักการว่า การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่องที่ไม่มีอายุความ ซึ่งเป็นการรับประกันสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของเหยื่อทุกคน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
ในบ้านเราไม่ได้มีแค่ทนายสมชายคนเดียวที่ถูกอุ้มหาย แต่ยังมีคนถูกอุ้มหายอีกเป็นจำนวนมาก ข้อมูลจากรายงานของคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของยูเอ็น พบว่ามีผู้ถูกบังคับสูญหาย หรือถูกอุ้มหายในประเทศไทยอีกอย่างน้อยๆ 82 รายที่ยังไม่ทราบชะตากรรม ขณะที่คดีทนายสมชาย เป็นคดีเดียวที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล แต่สุดท้ายก็เอาผิดใครไม่ได้ กฎหมายที่จะออกมาใหม่ ก็ไม่ออกแล้ว นี่คือความสิ้นหวังของการป้องกันการทรมานและอุ้มฆ่าอุ้มหายในประเทศไทย