งานเปิดตัว "สมาร์ทซิตี้ไทยแลนด์" (Smart City Thailand Takeoff) จัดขึ้นเพื่อประกาศเกณฑ์การพิจารณาเมืองอัจฉริยะ เปิดตัวตราสัญลักษณ์ Smart City Thailand รวมถึงรับสมัครเมืองเดิม เมืองใหม่ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาตามหลักของเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่รวมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญ โดยมีกระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเลขานุการร่วม เพื่อดำเนินการออกแบบกลไกขับเคลื่อน ผลักดันโครงการ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย โดยเริ่มจะใช้กลไกนำร่องโดยหน่วยงานรัฐ เอกชนที่มีความพร้อมก่อน เช่น จังหวัด ภูเก็ต ขอนแก่น ศูนย์คมนาคมพหลโยธิน กรุงเทพ และ จังหวัดพื้นที่ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก (EEC) และในปี 2562 จะใช้กลไกเปิดรับสมัครเมืองทั่วประเทศมาพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ
ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้จัดทำเกณฑ์พิจารณาเมืองอัจฉริยะ 5 ข้อ คือ 1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน 2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง 3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมืองที่ปลอดภัย 4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน และ 5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน และได้ประกาศเกณฑ์ในวันที่ 11 มีนาคม 2562 นี้ พร้อมรับสมัครเมืองเดิม เมืองใหม่ทั่วประเทศมาเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 7 ด้าน ซึ่งหากคณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงานที่ครบถ้วนตามเกณฑ์ ก็จะได้รับตราสัญลักษณ์ Smart City และสามารถไปขอรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต่อไปได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเป้าหมายจะขยายเมืองอัจฉริยะไปทั่วประเทศและ กทม. รวม 100 พื้นที่ ภายใน ปี 2565