รักษาการผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ดอกเตอร์ สติธร ธนานิธิโชติ บอกว่า สาเหตุที่พรรคการเมืองไม่เน้นเสนอนโยบายเด็ดๆ ในการหาเสียง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีสาเหตุจากการออกแบบรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นโยบายของพรรคการเมืองหรือรัฐบาลชุดใหม่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศ รวมถึงยังมีการตรวจสอบนโยบายที่เข้มงวดจาก กกต. และ ป.ป.ช. โดยต้องเป็นนโยบายที่มีความเป็นไปได้ มีความคุ้มค่า และต้องแจ้งที่มาของงบประมาณที่จะใช้ ทำให้พรรคการเมืองค่อนข้างระวังตัวมาก
จากข้อจำกัดการคิดนโยบายใหม่ๆ ของพรรคการเมือง ทำให้หลายพรรคมีนโยบายคล้ายคลึงกัน และไม่มีนโยบายใดที่โดดเด่น (ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เปิดแคมเปญออกมาแล้วติดตาติดใจประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค / ปริญญาตรีหมื่นห้า / บ้านหลังแรก รถคันแรก) ขณะเดียวกันยังมีสาเหตุจากระบบการเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และให้ความสำคัญกับผู้สมัคร ส.ส.ในระบบแบบแบ่งเขต จึงทำให้พรรคการเมืองเน้นนำเสนอตัวบุคคลมากกว่านโยบาย
อาจารย์สติธร ยังคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง และปัญหาที่จะเกิดตามมาหลังเลือกตั้งว่า แนวโน้มของพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย กับฝ่ายที่โดนเรียกว่าฝ่ายสืบทอดอำนาจ จะได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.ใกล้เคียงกัน ดังนั้นตัวแปรสำคัญคือพรรคขนาดกลางที่พร้อมจะเข้าร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องไม่ค่อยดีในอนาคต เนื่องจากพรรคขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองสูง ทำให้กระทรวงสำคัญๆ ที่มีบทบาทผลักดันนโยบาย ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคใหญ่ที่เป็นแกนนำรัฐบาล แต่ไปอยู่กับพรรคขนาดกลางที่เป็นตัวแปรแทน นอกจากนั้นยังมีความเป็นไปได้ที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยบางพรรค อาจไปจับมือกับพรรคขั้วตรงข้ามได้อีกด้วย