โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกกันว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นโครงการที่กรุงเทพมหานคร หรือ กทม.ให้สัมปทาน บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอส เป็นผู้ดำเนินการ โดยเป็นโครงการขนส่งมวลชนเพียงแห่งเดียวที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน 100% โดยภาครัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแต่อย่างใด
สัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสมี 2 เส้นทาง เริ่มต้นจากหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทางรวม 23.5 กิโลเมตร
ขณะที่เส้นทางส่วนต่อขยายจากอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.2 กิโลเมตร และตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร กทม.เป็นผู้ดำเนินการ และว่าจ้างบีทีเอสเป็นผู้เดินรถ แน่นอนผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในการกำหนดอัตราค่าโดยสารส่วนต่อขยาย คือกทม.
ที่ผ่านมา ค่าโดยสารเส้นทางทางส่วนต่อขยายจัดเก็บในอัตรา 15 บาทตลอดสาย ขณะที่ช่วง แบริ่ง-สมุทรปราการ เปิดให้บริการฟรี เพราะอยู่ในช่วงทดสอบระบบการเดินรถ แต่ล่าสุด กทม.ได้ปรับโครงสร้างค่าโดยสารส่วนต่อขยายทั้ง 2 เส้นทาง และจะเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารตามโครงสร้างใหม่ ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนนี้
ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. พานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ระบุ กทม.จะเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารเส้นทางส่วนต่อขยายสายสีเขียวตามระยะทาง เริ่มต้น 15 บาท สูงสุด 21 บาท หรือ เพิ่มขึ้นอีก 6 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนนี้ เพื่อลดภาระทางการเงิน หลังจากกทม.แบกรับภาระปีละประมาณ 400-500 ล้านบาทมาตั้งแต่ปี 2556 ล่าสุดกทม.ยังรับโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคตมาจากรัฐบาล ทำให้มีภาระการเงินเพิ่มขึ้น
สำหรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารใหม่ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และตามนโยบายของผู้ว่าราชการ กทม.พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง คือเป็นอัตราที่ประชาชนสามารถจ่ายได้และไม่ควรเกิน 65 บาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชน
ส่วนการปรับโครงสร้างค่าโดยสารส่วนต่อขยายจะทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง และมีผลกระทบต่อรายได้ของ กทม.หรือไม่นั้น ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม.ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้โดยสารช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จะลดลงส่วนหนึ่งจากปัจจุบันที่มีผู้ใช้กว่า 6 หมื่นคน เพราะปัจจุบันเปิดให้บริการฟรี
การปรับโครงสร้างค่าโดยสารในครั้งนี้เป็นการปรับเพียงชั่วคราว โดย กทม.อยู่ระหว่างการจัดหาเอกชนมารับสัมปทานทั้งโครงการ หลังจากรวมเป็นสายเดียวกันจะทำให้ประชาชนรับภาระลดลงอย่างแน่นอน