ด้านผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท. วชิรา อารมย์ดี ระบุ เป็นการหารือร่วมกันถึงทิศทางการค้าโลก การส่งออกของไทยและค่าเงิน โดยเห็นร่วมกันว่าสถานการณ์การค้าโลก รวมถึงเศรษฐกิจมีความท้าทายมากขึ้นหากเทียบกับปีก่อนโดยส่งออกของไทยที่ชะลอตัว ในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากปัจจัยภายนอก จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า จากการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ จากความกังวลสงครามการค้าซึ่งทำให้การส่งออกหลายประเทศมีทิศทางชะลอตัวในทิศทางเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ ที่ติดลบมากกว่า 10 % ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการส่งออกในบางอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าชัดเจนขึ้น ดังนั้นแนวโน้มการส่งออกไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับบรรยากาศของการค้า และอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าเป็นหลัก
สำหรับผลกระทบจากค่าเงิน ที่มีผลต่อการส่งออกถือว่าไม่มาก และความสัมพันธ์ในสองเรื่องนี้ก็ไม่ชัดเจน เพราะหากดูการส่งออกของประเทศเพื่อนบ้านที่ชะลอตัว แม้ค่าเงินไม่ได้แข็งค่าเท่าเงินบาทก็ตาม
ขณะเดียวกัน บางช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ ธปท.ก็ได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เวลากับเอกชนในการปรับตัว แต่ในระยะข้างหน้า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนเคลื่อนไหวได้ 2 ทาง ตามความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์นำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทย และจะช่วยให้มีอำนาจในการกำหนดราคา (pricing power) ได้ดีขึ้นในระยะยาว
สรท.และ ธปท. เห็นร่วมกันว่า ท้ายที่สุด ในระยะยาวไม่มีใครสามารถกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนได้ เพราะเรื่องนี้เป็นผลจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ควบคุมไม่ได้เป็นสำคัญ แต่โจทย์ที่อาจจะสำคัญมากกว่าและต้องร่วมมือกัน คือ การช่วยผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนได้ในอนาคต