เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) ผ่าร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ คุ้มครองหรือจ้องละเมิด?

01 มี.ค. 2562 | lastman

(คลิปข่าว) ผ่าร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ คุ้มครองหรือจ้องละเมิด?

ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับใหม่ ที่ สนช.ยกมือผ่านแบบเป็นเอกฉันท์ โดยทันทีที่ สนช.ลงมติ ก็มีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ ออกมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นการละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว และเจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร้ขอบเขต ตลอดจนสอดส่องข้อมูลได้แบบ "เรียลไทม์"

โครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน" หรือ "ไอลอว์" ที่เกาะติด "ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์" หรือที่มีชื่อทางการว่า ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ฯ มาตลอด ได้ตั้งข้อสังเกต 8 ประเด็นที่เห็นว่าเนื้อหากฎหมายไม่ได้ถูกปรับแก้ตามข้อกังวลของภาคประชาชน

1.นิยามของคำว่า "ภัยคุกคามไซเบอร์" ตีความได้กว้าง ครอบคลุมเนื้อหาบนโลกออนไลน์ มีการขยายความจากนิยามปกติ (มาตรา 59)2.เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้เพื่อประโยชน์ในการทำงาน (มาตรา 61)3.กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ยึด-ค้น-เจาะ-ทำสำเนา คอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ (มาตรา 65)4.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับร้ายแรงขึ้นไป เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบ Real-time (มาตรา 67)5.ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล6.การใช้อำนาจยึด ค้น เจาะ หรือขอข้อมูลใดๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้ (มาตรา 68)7.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (มาตรา 66)และ8.ผู้ใดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุกนี่เป็นข้อสังเกตจากฝ่ายที่ติดตามตรวจสอบและคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น

ขณะที่อีกด้านมีข้อมูลจากฝั่งรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ที่มองว่า "ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์" ร่างสุดท้ายที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ได้ลดดีกรีการละเมิดสิทธิ์และจำกัดเสรีภาพลงพอสมควร โดยการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากศาลก่อนเกือบทุกขั้นตอน มีเฉพาะกรณีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการแก้ไข ระงับยับยั้งได้เลยโดยไม่ต้องขออำนาจศาล แต่ก็ต้องรายงานศาลในภายหลัง

(คลิปข่าว) ผ่าร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ คุ้มครองหรือจ้องละเมิด?

ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ กำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติ รับผิดชอบการป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามทางไซเบอร์ ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กมช.ซึ่งดูแลในระดับนโยบาย แต่ฝ่ายปฏิบัติจริงๆ คือ คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ กกม.โดยแบ่งภัยคุกคามไซเบอร์ออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับไม่ร้ายแรง ระดับร้ายแรง และระดับวิกฤติ

กรณีที่คาดว่าจะเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับร้ายแรงให้ กกม.มีอำนาจขอข้อมูลจากบุคคลใดก็ได้ และสามารถเข้าไปในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องหรือคาดว่าเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่ก่อน

ส่วนอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และการยึดอายัดคอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นอำนาจของ กกม. แต่ต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขณะที่การเผชิญภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับวิกฤติ เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องขออำนาจศาล แต่ให้แจ้งรายละเอียดการดำเนินการต่อศาลในภายหลัง ส่วนการขอตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถทำได้กรณีเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับร้ายแรงหรือวิกฤติ และผู้ถูกตรวจสอบไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นกรณีเกิดภัยคุกคามไซเบอร์ระดับไม่ร้ายแรงเท่านั้น จึงจะอุทธรณ์คำสั่งของ กกม.ได้

(คลิปข่าว) ผ่าร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ คุ้มครองหรือจ้องละเมิด?


คำถามที่ยังคงคาใจฝ่ายที่คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้คือ นิยามของภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ยังไม่ชัดเจน และเปิดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจมากเกินไป จึงอาจกลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจมิชอบ หรือสอดส่องข้อมูลประชาชนในลักษณะต้องการจำกัดสิทธิ์เพื่อหวังผลทางการเมืองได้ คล้ายๆ กับที่เคยเกิดขึ้นแล้วจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ข่าวล่าสุด