สรุปสาระสำคัญของข้อเท็จจริงดังนี้ 1. เรื่องเดิม 1.1 ด้วยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม แจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านบ้านท่าล้ง ซึ่งเป็นชนเผ่าบลู 6 ราย จากทั้งหมด 9 ราย ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานหลังปี พ.ศ. 2557 (หลังจากพยายามเจรจาขอคืนพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง นำภาพถ่ายบริเวณที่ถูกบุกรุกในหลายช่วงชั้นปีต่างๆ ไปแสดงให้เห็นแล้วว่ามีการบุกรุกภายหลังปี 2557 แต่ 6 รายไม่ยินยอมอ้างว่าป่าด้านหลังหมู่บ้านทางชุมชนบ้านท่าล้งทำการแบ่งพื้นที่กันไว้หมดแล้วว่าส่วนไหนเป็นของใครเพียงแต่ยังไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ ) เพื่อให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่าชุมชนมีสิทธิ์อยู่ได้หรือไม่ตามที่ชุมชนเข้าใจ และได้ดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และพืชผลอาสินออกจากพื้นที่อุทยานต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายเฉลิมพล มั่งคั่ง ได้เดินทางมาที่อำเภอโขงเจียมเนื่องจากมีการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฯ โดยนายอำนวย หาญปราบ ตัวแทนชาวบ้าน เกี่ยวกับปัญหาที่ดินของชุมชนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม โดยในที่ประชุมมีนายอำนวย และนายอำเภอโขงเจียม ปลัดอำเภอโขงเจียม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ อบ.6 ซึ่งได้ข้อสรุปว่าให้อำเภอโขงเจียม เสนอเรื่องให้จังหวัดอุบลราชธานี ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจพิสูจน์ว่าชุมชนใน 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านกุ่ม บ้านตามุย และบ้านท่าล้ง อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าหรือหลังการประกาศเขตป่า มากน้อยเพียงใด โดยให้ยึดภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ. 2518 ( บริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่น ที่ประกาศเมื่อ ปี 2516 ก่อนที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จะประกาศทับลงไปบางส่วนเมื่อปี 2534) เป็นหลักโดยมีหน่วยงานกลางทำการอ่านแปลภาพถ่ายว่าบริเวณใดมีร่องรอยการทำประโยชน์บ้างให้ขีดเขตให้ชัดเจนแล้วทำการขยายแผนที่เป็น 1:4000 แล้วมาตรวจสอบว่ามีราษฏร จำนวนกี่รายที่มีสิทธิ์ที่จะได้สิทธิ์ทำกินบ้าง รวมทั้งในส่วนที่มีเอกสาร เป็น ส.ค.1 และ น.ส.3 ด้วย ส่วนราษฏรที่มีที่ทำกินอยู่นอกแนวที่ขีดเขตแสดงว่ามาอยู่ภายหลังการประกาศเขตป่าสงวน ค่อยมาดูว่าจะมีมาตราการให้ความช่วยเหลืออย่างไร ต่อไป และขอให้อำเภอโขงเจียม รีบเสนอเรื่องโดยเร็ว และขอให้อุทยานชะลอการดำเนินการไว้ก่อน ซึ่งหัวหน้าอุทยานรับทราบ แต่ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่ามีบางส่วนที่ได้ดำเนินการแจ้งความไปแล้ว รองเฉลิมพล แจ้งว่า ที่ดำเนินการไปแล้วก็ทำไปแต่ส่วนไหนที่ยังไม่ดำเนินการก็ขอให้ชะลอไว้ก่อนต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จนท. ได้นำป้ายและคำสั่งทางปกครองไปปิดประกาศไว้ยังพื้นที่ที่แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ตามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ ที่บ้านท่าล้ง ทั้ง 6 ราย ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ได้รับแจ้งจาก กอ.รมน. จังหวัดอุบลราชธานีว่าจะมีชาวบ้าน จาก 3 หมู่บ้าน ประมาณ 150 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าอุทยานฯผาแต้ม จึงเดินทางไปร่วมประชุมรับฟังข้อเรียกร้องของราษฎรที่มาร้องเรียน โดยในที่ประชุมมีตัวแทนชุมชน เป็น ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน นายอำนวย นายอัมพร บุญช่วยเหลือ อดีตกำนัน และผู้นำรวม 10 ท่าน ในส่วนทางราชการมี กอ.รมน. จังหวัดฯ, ผอ. ศูนย์ดำรงธรรม, ผอ. ทสจ., ผอ.ส่วนอุทยาน สบอ.9 ผู้แทน ผอ. สบอ.9 , หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ปลัดอำเภอโขงเจียมและ จนท.ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เป็นประธาน ซึ่งตัวแทนชุมชน คือ นายอำนวย ได้รายงานในที่ประชุมทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านเกิดจาก อุทยานฯ มีการขยับแนวเขตออกมาทับที่ทำกินของชาวบ้าน และดำเนินการจับกุม กล่าวหาว่าชาวบ้านบุกรุกที่อุทยาน ทั้งที่ชาวบ้านอยู่กันมาเป็น 100 ปี แต่ก่อนหัวหน้าอุทยานที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยมีปัญหาเพราะมีการตกลงกันไว้ชัดเจนว่าที่จากตีนเขาขึ้นมาเป็นของอุทยาน และจากตีนเขาลงไปที่ราบเป็นของชาวบ้านแต่ไม่มีการทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ขอให้ทางท่านผู้ว่าช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ชาวบ้านด้วย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ชี้แจงต่อที่ประชุมว่าเส้นแนวเขตอุทยานเป็นเส้นกฏหมายที่มีการประกาศแผนที่ไว้แนบท้ายพระราชกฤษฏีกา ตั้งแต่ ปี 2534 ไม่สามารถจะขยับได้ และที่ดำเนินการจับกุมเป็นกลุ่มที่ตรวจสอบแล้วว่ามีการบุกรุกหลังปี 2557 เท่านั้น และขอให้ปลัดอำเภอโขงเจียม รายงานข้อสรุปในการประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ตามที่ ท่านรองผู้ว่าฯ นายเฉลิมพล ได้สรุปแนวทางไว้ให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งประธานในที่ประชุมก็เห็นชอบตามนั้น โดยขอให้ทางอำเภอโขงเจียม รีบเสนอรายชื่อคณะทำงานมาให้ทางจังหวัดออกคำสั่งภายในอาทิตย์หน้าเพื่อรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป 1.2 วันที่ 6 ธันวาคม 2561 ผอ. สบอ.9 นายชัยวัฒน์ พร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายต่างๆ หัวหน้า อช.ผาแต้ม ได้ลงตรวจสอบในพื้นที่บ้านท่าล้ง พบว่ามีการบุกรุกหลังปี 2557 จริงและได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้เข้าใจในนโยบายของรัฐบาลที่มีแนวทางในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรแต่ต้องไม่ใช่พื้นที่ที่มีการบุกรุกหลัง ปี 2557
.