พันตำรวจเอก วิรุตม์ บอกว่า นี่คือภาพสะท้อน "ระบบงานรักษากฎหมายของประเทศไทยมีปัญหาร้ายแรงที่ต้องเร่งปฏิรูปโดยด่วน" พร้อมทั้งแจกแจงปัญหาเป็นข้อๆ ให้เห็นกันชัดๆ
1. การใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ทำไมโรงเรียนจึงไม่สามารถแจ้งให้ตำรวจมาจัดการดำเนินคดีได้ ทำให้ต้องไปเตือนเอง ก่อให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกัน และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายในที่สุด
2.ปัญหาลักษณะนี้มีเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส รถเร่ขายสินค้าใช้เครื่องขยายเสียงโฆษณาตามถนนหลวงและตรอกซอกซอยต่างๆ เต็มไปหมด ประชาชนต้องอยู่กันด้วยความอดทน เพราะไม่รู้ว่าจะแจ้งให้ใครมาจัดการได้?
3.ทางแก้คือ ตัองทำให้ กทม.และเมืองใหญ่ๆ มีตำรวจของตนเอง เพื่อทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบ ทั้งสอบสวนและดำเนินคดีได้ด้วย ไม่ต้องไปพึ่งตำรวจแห่งชาติเช่นปัจจุบัน หรือไม่ก็โอนตำรวจนครบาลไปสังกัด กทม. เหมือนประเทศที่เจริญทั่วโลกที่งานตำรวจอยู่ในความรับผิดชอบของเมืองใหญ่ทั้งสิ้น ตามหลักกระจายอำนาจและเข้าใจพื้นที่
พันตำรวจเอก วิรุตม์ ยังบอกด้วยว่า ปัญหาทั้งปวงเกิดจากระบบสอบสวนเละเทะล้มเหลว คดี "ไม่ตาย ไม่เป็นข่าว - ไม่มีเงิน ไม่สอบสวน" ทำให้กลุ่มอันธพวาลนอกกฎหมายไม่กลัวตำรวจ ส่วนคนสุจริต คนดี ตกเป็นเหยื่อถาวร
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ "ล่าความจริง" พบว่า ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ เป็นเพราะระบบงานตำรวจของบ้านเราเป็นระบบ "รอรับแจ้งความ" ซึ่งเป็นระบบงานตำรวจแบบเก่า ตำรวจจะนั่งรอที่โรงพัก เพื่อให้ประชาชนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ถือเป็นการปฏิบัติงาน "เชิงรับ" แม้จะมีฝ่ายสืบสวน และสายตรวจออกพื้นที่บ้าง แต่ก็เป็นการทำงานตามวงรอบ และวางแผนแบบรวมศูนย์ ไม่ได้วางแผนร่วมกับประชาชนเพื่อป้องกันอาชญากรรมอย่างแท้จริง
แต่ระบบตำรวจแบบใหม่ที่ทั่วโลกใช้กันกว่า 80% แล้ว คือระบบที่เรียกว่า "คอมมูนิตี้ โพลิสซิ่ง" (community polocing) แปลเป็นไทยว่า "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" คือการส่งตำรวจไปอยู่ ไปทำงานในชุมชน ไม่ใช่นั่งรอที่โรงพัก เพื่อให้รู้ถึงปัญหาในชุมชน และวางแผนป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เช่น ปัญหาเด็กแวนซ์ รถซิ่ง ปัญหาอันธพาลที่สร้างความเดือดร้อนในชุมชน แต่ปัจจุบันตำรวจไทยยังนั่งรอแจ้งความที่โรงพัก ทำให้กลุ่มอันธพาลและผู้มีอิทธิพลอยู่สบาย แถมยังขยายอิทธิพลจนไม่กลัวใคร เมื่อตำรวจรับเรื่องร้องทุกข์ กว่าจะเข้าไปแก้ไข ก็ไม่ทันแล้ว