ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน ปราศรัยกับประชาชนโดยย้ำว่ามีความพยายามสร้างภาพฝ่ายประชาธิปไตยกำลังสู้กับฝ่ายเผด็จการที่มีพลเอกประยุทธ์ ทั้งที่การรัฐประหารที่เกิดขึ้น ก็เป็นไปเพื่อยุติความขัดแย้งไม่ให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย และชี้ถึงอันตรายของเผด็จการรัฐสภาประชาธิปไตยเสียงข้างมาก ที่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง แต่ไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน ทั้งการทุจริตเชิงนโยบายของพรรคไทยรักไทยในอดีต และการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทย เพื่อล้างผิดให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
พร้อมระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเขียนเพื่อคานอำนาจ แต่ยังมีความพยายามไปตั้งพรรคย่อย จึงขอร้องให้คนสมุทรปราการ อย่าไปเลือกพรรคตระกูลเพื่อทั้งหลาย
สำหรับจังหวัดสมุทรปราการ เดิมเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย และคนตระกูลอัศวเหม นำโดย นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาสังกัดกับพรรคพลังประชารัฐ และส่งผู้สมัครในตระกูลอัศวเหม และเครือข่ายผู้ใกล้ชิดลงทั้ง 7 เขต ประกอบด้วยนายอัครวัฒน์ อัศวเหม , นายยงยุทธ สุวรรณบุตร , นางสาวภริม พูลเจริญ , นายจาตุรนต์ นกขมิ้น นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ และผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่ออีก 4 คนคือ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม , นายวรพร อัศวเหม , นายทวีศักดิ์ ตั้งเด่นไชย และนายสัมพันธ์ เตชะเจริญกุล ลงสู้ศึกเลือกตั้ง
ส่วนบรรยากาศที่สนามกีฬากลางจังหวัดสมุทรปราการนั้น มีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยจำนวนมากกว่าเก้าอี้ที่จัดไว้ไม่เพียงพอ จนประชาชนบางส่วนต้องนั่งพื้นเพื่อฟังปราศรัย