พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ประสบปัญหาภัยแล้ง-น้ำท่วมมานานหลายปี เพราะขาดแหล่งเก็บกักน้ำที่มีความจุเพียงพอกับปริมาณน้ำจำนวนมากในช่วงฤดูฝน
ย้อนไปเมื่อปี 2555 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำและตัดยอดน้ำก่อนเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน อีกทั้งยังเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง แต่โครงการถูกระงับไปเนื่องจากติดปัญหาผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ และเกิดกระแสคัดค้านจากกลุ่มเอ็นจีโอในขณะนั้น
ล่าสุดภาครัฐจึงพยายามหาทางออกร่วมกันกับภาคประชาสังคม โดยการสร้างประตูระบายน้ำเขาชนกัน การขุดลอกทางน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น
ส่วนระยะยาวรัฐบาลได้มอบหมายให้ สทนช.วางแผนพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรังทั้งระบบ ศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมกับเร่งรัดพัฒนา Area Based ลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2563 เพื่อกู้วิกฤติภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน
รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ บอกถึงความคืบหน้าแผนงานขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในปี 2562 ว่า ได้เตรียมแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ ใน 3 จังหวัดคือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี จำนวน 133 โครงการ เพิ่มความจุเก็บกักน้ำรวมทั้งสิ้น 3.59 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่ได้รับประโยชน์ 4,883 ไร่ ครอบคลุมประชาชน 5,167 ครัวเรือน
ปี 2563 ยังมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำต่อเนื่องใน 2 จังหวัดคือ นครสวรรค์และอุทัยธานี อีกจำนวน 208 โครงการ เพิ่มความจุเก็บกักน้ำรวมทั้งสิ้น 3.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 29,080 ไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์ 5,660 ครัวเรือน
ด้านประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ศศิน เฉลิมลาภ หนึ่งในแกนนำคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ ได้ร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้ บอกว่าเห็นด้วยกับการสร้างประตูระบายน้ำเขาชนกัน เพราะไม่กระทบพื้นที่ป่า และยังเป็นการรักษาที่ราบต่ำของป่าตะวันตกสำคัญไว้ได้ รวมไปถึงสามารถบริหารจัดการน้ำซึ่งแท้จริงแล้วเขื่อนแม่วงก์จะให้ประโยชน์น้อยกว่า ประตูระบายน้ำเขาชนกันที่ให้ประโยชน์สูงมากกับตำบลแม่เล่ย์
ถึงแม้ว่าตอนนี้โครงการเขื่อนแม่วงก์จะถูกถอดออกไป แต่ก็ยังไม่ถูกพับโครงการออกจากกรมชลประทาน ซึ่งยังคงต้องลุ้นอีกว่า ถ้าโครงการสร้างประตูระบายน้ำเขาชนกันนั้นไม่ประสบความสำเร็จ โครงการเขื่อนแม่วงก์ อาจจะต้องกลับมาอีกรอบ