นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการเข้าพบของประธาน JETRO ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการร่วมมือด้านการค้าการลงทุนของทั้งสองประเทศ โดย นายฮิโรกิ มิทสึมะตะ ประธาน JETRO เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1 พ.ย. - 4 ธ.ค. 2561 โดยมีบริษัทญี่ปุ่นตอบแบบสอบถามจำนวน 509 ราย จากบริษัทที่เป็นสมาชิก JETRO ทั้งหมด 1,761 ราย หรือร้อยละ 28.9 โดยพบว่าความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมประเมินว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 56 และกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 82 การลงทุนโรงงานเครื่องจักรเพิ่มขึ้น อีกทั้งอุตสาหกรรมประเภทเครื่องจักรที่ใช้ในการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ มีค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อว่า "อุตสาหกรรมรถยนต์" ของไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งแรกของปี 2562 และจะดึงให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ดีขึ้นตาม โดยที่ "เวียดนาม" ยังเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพของไทย รองลงมาคือ "อินเดีย" สำหรับอุปสรรคใหญ่ที่กระทบต่อธุรกิจในมุมมองของบริษัทญี่ปุ่น ยังเป็นปัญหา "การขาดแคลนบุคลากร" โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต โดยวิชาชีพที่ขาดแคลนหนักที่สุด ได้แก่ "วิศวกร" รองลงมา คือ บุคลากรระดับบริหาร ผู้จัดการสายงานธุรการ และคนมีทักษะด้านภาษาญี่ปุ่น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีความร่วมมือกับ JETRO ในหลากหลายมิติ เช่น ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร (Capacity Building) ให้กับผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร ความร่วมมือกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในการเจรจาการค้าในเวทีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศในการจัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของ FTA เป็นต้น
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 และนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้จากผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่น ในประเทศไทยประจำครึ่งปีหลัง 2561 ที่สะท้อนว่านักธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย และต้องการลงทุนร่วมกันระหว่าง SMEs ของไทยและญี่ปุ่น ส่วนในเรื่องรายงานผลสำรวจฯ นั้น นางสาวชุติมากล่าวว่า ขอให้นักลงทุนญี่ปุ่นมีความมั่นใจในรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญและพยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
จากข้อมูลสถิติ พบว่า ประเทศญี่ปุ่นมีความสำคัญในฐานะคู่ค้า และนักลงทุนอันดับต้นๆ ของไทย ในปี 2561 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 รองจากจีน โดยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกอันดับ 6 และแหล่งนำเข้าอันดับ 8 ของญี่ปุ่น การค้ารวมในปี 2561 มีมูลค่า 60,201.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก54,120.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า ขยายตัวร้อยละ 11.24 สำหรับการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น มีมูลค่า 24,941.87 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 22,066.54 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.03 สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่น ได้แก่ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องโทรสารโทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ แผงวงจรไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพาราเครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว และเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เป็นต้น