งานนี้ ผู้นำสหรัฐจะลงนามในกฏหมายงบประมาณ ที่จะทำให้ไม่ต้องประกาศชัตดาวน์ หรือการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางบางส่วนอีกครั้ง และพร้อม ๆ กันนั้น เขาก็จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย เพื่อนำงบประมาณจากส่วนอื่นมาใช้สร้างกำแพงพรมแดนโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส เนื่องจากงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติให้สำหรับเรื่องนี้ไม่เพียงพอตามที่ทรัมป์ได้ร้องขอไป
วุฒิสมาชิกมิตช์ แม็คคอนเนล จากพรรครีพับลิกัน ได้แจ้งต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี และทรัมป์ก็ยืนยันว่าจะลงนามในกฏหมายงบประมาณ และจะประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่นาที ทางทำเนียบขาว ก็ออกมายืนยันในเรื่องเดียวกัน โดยให้เหตุผลถึงความประสงค์ของทรัมป์ว่าเพื่อรับประกันว่าจะสามารถหยุดยั้งวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและด้านความปลอดภัยตามแนวพรมแดนได้
ทรัมป์เคยพูดมาก่อนแล้วว่าเขาจะลงนามในกฏหมายงบประมาณ ก่อนที่จะถึงเส้นตายช่วงเที่ยงคืนของคืนวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ ทำให้เกิดความผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากที่เขาเคยออกมาแสดงความวิตกเกี่ยวกับร่างกฏหมายงบประมาณที่พรรครีพับลิกันและเดโมแคร็ตเพิ่งบรรลุกันไปในช่วงสัปดาห์นี้ เพราะร่างกฏหมายฉบับนี้ให้งบสำหรับการสร้างกำแพงแค่ 1 พัน 375 ล้านดอลลาร์ จากที่ทรัมป์ขอไป 5 พัน700 ล้านดอลลาร์
ความลังเลที่ทรัมป์มีต่อร่างกฏหมายฉบับนี้ สร้างความลังเลต่อวุฒิสภาที่จะให้ความเห็นชอบต่อร่างกฏหมาย แต่หลังทำเนียบขาวยืนยันเรื่องความตั้งใจของทรัมป์ที่จะรับร่างกฏหมายนี้ วุฒิสภาจึงให้ความเห็นชอบร่างกฏหมายอย่างท่วมท้น โดยหลังจากวุฒิสภาโหวตรับรองแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็โหวตรับรองด้วย
แต่ขณะเดียวกัน นางแนนซี่ เปโรซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแคร็ต บอกว่าสถานการณ์ที่พรมแดน ไม่ได้มีความฉุกเฉินแต่อย่างใด ที่ทรัมป์จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็เพื่อที่วิ่งอ้อมไปรอบ ๆสภาคองเกรสเท่านั้น และก็คาดกันว่าอาจจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาตัดสินของศาล