หลังคณะกรรมการการเลือกได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ขณะเดียวศาลรัฐธรรมนูญก็ได้รับคำร้องไว้แล้ว นอกจากพรรคไทยรักษาชาติแล้ว ยังมีการพูดถึงพรรคการเมือง อย่างพรรคเพื่อชาติ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคสำรองของ พรรคเพื่อไทย ต่อจาก พรรคเพื่อธรรม อีกกระแสหนึ่งเชื่อกันว่าเป็นพรรคตัวแทน (นอมินี) ของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
นายจตุพร พรหมพันธ์ ในฐานะสมริกพรรเพื่อชาติมองว่า หลังจากกกต.มีมติพรรคเพื่อชาติ และประเมินถาพรวมสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้ว่า ยังไม่มั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะพรรคการเมืองไม่ได้อยุ่ในสภาพหาเสียงอย่างจริงจังบรรยากาศที่เกิดขึ้นยังอึมครึมจริงๆ เชื่อในอนาคตอาจจะยังมีวิกฤตอีกครั้ง ส่วนกรณีที่มีผู้มองว่า ทั้งพรรคเพื่อไทยมไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ เพื่อธรรม เป็นสาขาพรรค นายจตุพรมองว่า เป็นเพราะรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ทำให้ต้องมีการแยกตัวกัน เพราะรวมกันแพ้ แยกกันชนะ เช่นเดียวกับการแยกตัวของซีกการเมือง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่หากฮั้วกันแพ้สนิท แต่ส่วนตัวอยู่ในฐานะกองเชียร์ เพราะเวลานี้ทำอะไรไม่ได้ ส่วนพรรคเพื่อชาติกังวลเรื่องเรื่องการยึบพรรคหรือไม่ ไม่ห่วงว่าจะถูกพรรคแต่พรรคไทยรักษชาติ
สำหรับพรรคเพื่อชาติส่งผู้สมัครทั้ง 350 เขต และ ขณะนี้ก็เดินหน้าหาเสียง นาย จตุพร มองว่าแม้พรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบ แต่ก็ไม่เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้คะแนนเพิ่ม เชืรอว่าจะได้คะแนนน้อยกว่าพรรคพลังสามัคคีธรรมที่เคยเลือกตั้งในอดีต ส่วนคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นผู้ชีขาด และ จะเข้ามาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ยังไม่มั่นใจเพราะเท่าที่ติดตามมักจะออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าคนรุ่นเก่าๆ ที่ผ่านมาเคยเสนอทางออกให้กับประเทศไทย เรียกให้คุยกันทุกฝ่าย ประเทศไทย แต่ผู้มีอำนาจไม่ขานรับปัญหาที่ใหญ่ดว่าพรรคการเมืองคือประเทศใด และเวลานี้ไม่ได้สนใจว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะทดจ่มองว่าสิ่งที่จะประคับประคองบ้านเมืองไปในทิศทางใดเป็นเรืรองใหญ่มากกว่าผบการเลือกตั้ง