การหันมาใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดที่รุนแรงครั้งนี้ ศรีลังกาได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบายสงครามกับยาเสพติดของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตรเต้ ของฟิลิปปินส์
สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะมานั่งในตำแหน่งเพชฌฆาต ที่ว่างลงมานานหลายปีของ กรมราชทัณฑ์ศรีลังกา ที่จะรับหน้าที่ประหารนักโทษด้วยการแขวนคอ ที่เปิดรับ 2 ตำ แหน่งนั้น ระบุว่าต้องเป็นผู้ชายชาวศรีลังกาอายุระหว่าง 18 - 45 ปี ต้องมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง และมีคุณลักษณะทางศีลธรรมที่ยอดเยี่ยม
ศรีลังกาไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมาตั้งแต่ปี 2519 หลังจากที่ประการระงับการประ หารชีวิตชั่วคราว แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีไมตริปาละ สิริเสนา ประกาศว่าจะกลับมาลงโทษด้วยการแขวนคออีกครั้งภายใน 2 เดือนสำหรับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หลังจากที่เคยประกาศว่าจะปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้หนักมากขึ้น ตามโมเดลที่ฟิลิปปินส์ได้นำมาใช้
โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีสิริเสนา ได้เดินทางเยือนฟิลิปปินส์ และบอกว่าต้องการนำกลยุทธของดูเตรเต้มาใช้ในการจัดการกับยาเสพติดผิดกฏหมาย
เพชฌฆาตคนสุดท้ายของศรีลังกาประจำอยู่ที่คุกในกรุงโคลัมโบ แต่หลังจากที่เกษียณไปในปี 2557 ก็ยังไม่มีใครมาทำหน้าที่แทน ขณะที่คนที่ถูกเกณฑ์มาทำหน้าที่นี้ 3 คนก็ถอนตัวออกไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์โดยที่ยังไม่ได้ทำงานแต่อย่างใด
สำหรับค่าแรงของเพชฌฆาตคนใหม่ สูงสุดจะอยู่ที่เดือนละ 36,410 รูปี หรือราว 6,500 บาท และเมื่อเกษียณ ก็ยังจะได้รับบำนาญด้วย
ขณะที่กระทรวงยุติธรรมบอกว่าได้ดำเนินการสำหรับเรื่องการที่จะให้มีการประหารชีวิตนักโทษ 5 คนเรียบร้อยแล้ว แต่ประธานาธิบดียังไม่ได้เซ็นอนุมัติเพื่อให้มีการประหารชีวิต
สำหรับฟิลิปปินส์นั้น ทำสงครามกับยาเสพติดมานานกว่า 2 ปี 7 เดือนแล้ว โดยมีราย งานอย่างเป็นทางการว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 5 พันราย และถูกจับกุมเกือบ 167,000 คน แต่ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการบอกว่ามีผู้เสียชีวิต 2 หมื่นราย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่เข้าร่วมในการปราบปราม เสียชีวิตไปเกือบ 100 นาย