11 ก.พ. 2562 - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ บอกว่า รู้สึกลำบากใจที่ต้องเซ็นอนุญาตให้ใช้ป่าไม้ในการทำเหมืองแร่ แต่การทำเหมืองแร่ถือเป็นสิ่งจำเป็น จึงต้องหาแนวทางให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่กับชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจให้การแก้ปัญหาจากผู้ประกอบการด้วยเช่นกันที่จะลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือพื้นที่จ.สระบุรี มีเหมืองปูน และโรงปูนในพื้นที่จำนวนมาก เกิดปัญหาความขัดแย้งกับชาวบ้าน เพราะสร้างฝุ่นฝุ้งกระจาย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรีผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อการทำเหมืองแร่นั้น โครงการเหมืองแร่ที่จะได้รับการเสนอจะต้องเป็นโครงการในพื้นที่เดิมที่เคยมีการทำเหมืองมาก่อน มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าการเปิดพื้นที่ทำเหมืองใหม่ยังไม่ได้มีการอนุมัติในช่วงเวลานี้ และการมีคณะกรรมการแร่แห่งชาติ ทำให้การขอสัมปทานใช้พื้นที่ป่าเพื่อทำเหมืองต้องถกเถียงรอบครอบมากขึ้น มีความยากมากขึ้น รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติยังตั้งเป้าที่เพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 55% จากปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอยู่ 32% จึงไม่สามารถเสียพื้นที่ป่า เพื่อทำเหมืองได้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม นับแต่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอเรื่องและคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ไปแล้วจำนวน 8 โครงการ ประกอบด้วยคำขอประทานบัตรและคำขอต่ออายุประทานบัตรจำนวน 34 แปลง คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 14,121 ไร่ และคิดเป็นมูลค่าแร่ที่ทำเหมืองได้กว่า 169,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหมืองแร่ดังกล่าวประกอบด้วยโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เช่น โครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตปูนซีเมนต์ โครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมกรรมเพื่อการก่อสร้าง และโครงการเหมืองแร่หินอ่อน เป็นต้น
.