1) ให้มีการเพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ๒ ชนิด ได้แก่พาราควอต สารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่ง ๔๘ ประเทศยกเลิกการใช้แล้วเพราะพิษเฉียบพลันสูงและเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน และคลอร์ไพริฟอส สารเคมีกำจัดแมลงซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กทารกอย่างถาวรและหลายประเทศทั่วโลกห้ามการใช้ในพืชผักและอาหาร
2) ให้มีการจำกัดการใช้ไกลโฟเซต สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นสารก่อมะเร็ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในประเทศไทย โดยห้ามใช้ในเขตชุมชน พื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ เป็นต้น
วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับมีมติไม่ยกเลิก พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส แค่จำกัดการใช้สารเคมีสองชนิดนี้ โดยให้เวลากรมวิชาการเกษตร 2 เดือน กำหนดมาตรการ ก่อนประกาศบังคับ
มติข้างต้นนำสู่การชุมนุมขององค์กรภาคประชาสังคม 700 องค์กรให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายทั้งสามตัว โดยนายกรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงโดยมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นประธาน "สุวพันธุ์" ขออีก ๖๐ วัน สรุปปมสารจำกัดศัตรูพืช แจ้งทุกฝ่ายส่งข้อมูล กันยายนนี้ แต่กรรมการชุดนี้ ไม่มีการตัดสินใจที่สำคัญ วนไปเวียนมารับฟังโน่นนี่นั่น ไม่มีการตัดสินใจ แถมบรรจุวาระพิจารณาการประชุมจากกลุ่มหนุนสารเคมีอันตราย จนกรรมการนักวิชาการ 3 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์พรพิมล กองทิพย์ รองศาสตราจารย์พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ประกาศลาออกจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว
ที่สำคัญแรงคัดค้านของนักวิชาการและภาคประชาสังคม 700 องค์กร ได้ทำให้เกิดการสนับสนุนจากคณะกรรมการปฏิรูประบบด้านสาธารณสุข คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรฯ สนับสนุนการยกเลิกสารเคมีในภาคเกษตร ได้แก่ สารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยอิงผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์บ่งบอกถึงอันตรายต่อสุขภาพประชาชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม จากงานวิจัยต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติหรือปรากฎในรายงานเชิงวิชาการจากสถาบันวิจัยและหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งเป็นงานที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ชี้ให้เห็นผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบเกือบ 5,000 รายในแต่ละปีจากสารเคมีกลุ่มนี้ "3 ปียาฆ่าหญ้าคร่า 1,715 ราย บัตรทอง จ่ายแล้วกว่า 60 ล้านบาท
แรงกดดันล่าสุดคงมาจากการทำงานเชิงรุกของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ทำงานศึกษาปัญหาจากผู้ป่วยในพื้นที่ การทำงานวิชาการอย่างเป็นระบบและการรับฟังความคิดเห็น จนมีมติกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายพาราควอตภายใน 1 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายของผู้ใช้ และผู้ที่ได้รับสารเคมีโดยไม่ตั้งใจ อันเกิดจากการใช้และการสัมผัสสารเคมีที่ปนเปื้อนทั่วไป ซึ่งนอกจากจะเป็นพิษต่อคนและสัตว์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๒(๑)(๒) ประกอบมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ พ.ร.ป. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๐ เสนอแนะให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายพาราควอต ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563
จนทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ลงมติ ๑๗ ต่อ ๗ วันที่ ๑๕ มกราคม ที่ผ่านมา ให้ทบทวนมติการตัดสินใจเรื่องสารเคมีอันตรายอีกครั้งและจะมีการประชุมในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่ถึงนี้
จะสำเร็จหรือไม่ตามมติของผู้ตรวจการแผ่นดิน คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจของกรรมการวัตถุอันตรายที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ หรือจะเป็นวิกฤตการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของประเทศยกที่ ๒ ต่อจากกระเบื้องใยหินแอสเบสตอสที่ธุรกิจมาก่อนสุขภาพเสมอในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย