นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ของผู้มีสิทธิ โดยโอนเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (50/100 บาทต่อคนต่อเดือน) จำนวน 4,509,666 ราย เป็นเงิน 416.09 ล้านบาท เงินมาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยใช้ข้อมูลจากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระ แบ่งเป็น 5% โอนเข้ากระเป๋า e-Money เป็นเงิน 7.6 ล้านบาท และ 1% เพื่อการออม โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน (ผู้มีสิทธิอาชีพอื่นนอกเหนือจากเกษตรกรและรับจ้างทางการเกษตร) เป็นเงิน 1.37 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. (ผู้มีสิทธิอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทางการเกษตร) เป็นเงิน 155,310.06 บาท รวมถึงมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 เป็นเงิน 1,443 ล้านบาทอธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวต่อว่า สำหรับการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบ 2 ผ่านทางทีมไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 3,042,735 ราย ผู้มีสิทธิได้มารับบัตรฯ แล้วจำนวน 2,937,331 ราย คิดเป็นร้อยละ 96.54 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562) ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 - 28 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้มีสิทธิในส่วนภูมิภาคที่ยังไม่ไปรับบัตรจะต้องไปรับบัตรฯ ณ ที่ว่าการอำเภอ สำหรับผู้มีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานครต้องไปรับ ณ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร และตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป ผู้มีสิทธิจะต้องไปรับบัตรฯ ณ สำนักงานคลังจังหวัด หรือ กรุงเทพมหานคร ตามที่อยู่ปัจจุบันที่แจ้งไว้ โดยสามารถรับบัตรได้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2562 หากไม่มารับภายในระยะเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ซึ่งในการขอรับบัตร ให้ผู้มีสิทธินำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงเพื่อรับบัตรด้วยตนเอง หากมอบให้ผู้อื่นมารับบัตรแทน จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้มีสิทธิ ผู้รับมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจที่ได้ลงนามรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว ซึ่งผู้ที่มารับบัตรทุกกรณีจะต้องลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการรับบัตรด้วยทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินตามมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 4 มาตรการ ให้กับผู้ถือบัตรฯ รอบ 2 เรียบร้อยแล้ว โดยโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ดังนี้มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้มีรายได้น้อย (500 บาทต่อคน เพียงครั้งเดียว) ให้กับผู้มีสิทธิจำนวน 3,021,119 ราย เป็นเงิน 1,511 ล้านบาท มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพ สำหรับผู้มีสิทธิที่มีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป (1,000 บาทต่อคน เพียงครั้งเดียว) จำนวน 560,946 ราย เป็นเงิน 561 ล้านบาท มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาระค่าเช่าบ้านและไม่มีที่พักอาศัย (400 บาทต่อคนต่อเดือน) จำนวน 19,506 ราย เป็นเงิน 7.8 ล้านบาท