อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เข้ากับการเมืองยุคโซเชียลฯ หนีไม่พ้นป้ายหาเสียงแบบมือถือที่มี "คิวอาร์โค้ด" สามารถใช้เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นในสื่อสังคมออนไลน์ สร้างชุมชนกองเชียร์และแจ้งข่าวสารผู้สมัครได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
ชิ้นต่อมาก็คือ "ป้ายไฟ" หลากสีที่มักเห็นตามงานคอนเสิร์ต แต่แปลงชื่อนักร้อง นักแสดง มาเป็นชื่อผู้สมัคร สร้างจุดเด่นดึงสายตาจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดที่ทำให้มองเห็นชัดเจนกว่าป้ายธรรมดา
ขณะเดียวกันก็มีการไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊ค ทั้งของผู้สมัครเองและพรรคการเมือง นับเป็นช่องทางหนึ่งที่เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง
และที่ขาดไม่ได้ก็คือผู้นำกองเชียร์เสียงดังที่ตะโกงนำให้ลูกคู่เฮตาม ไม่ต่างอะไรกับการแห่ขันหมาก หรือแห่นาคงานบวช
ส่วนอุปกรณ์และวิธีการแบบคลาสสิคที่ใช้กันมาทุกยุคทุกสมัยก็ยังมีให้เห็น อย่างการใช้รถกระบะติดป้ายประชาสัมพันธ์ ทั้งรูปหน้าผู้สมัครและหมายเลข ซึ่งบรรดารถแห่ของผู้สมัครพรรคต่างๆ มาจอดรอเป็นแถวยาวหน้าอาคารกีฬาเวสน์ตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง เพื่อมาจับจองพื้นที่ และรอผลการจับสลาก จะได้ติดหมายเลขและออกวิ่งประชาสัมพันธ์แบบทันใจ แต่งานนี้ กกต.ห้ามผู้สมัครขึ้นรถแห่หมายเลข จึงวิ่งได้แค่รถเปล่าๆ
ส่วนการมอบดอกกุหลาบที่สื่อความหมายแทนความรักและกำลังใจ ยังคงได้รับความนิยมเหมือนเดิม ไม่ต่างจาก "มาลัยดอกดาวเรือง" ที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก๋า หรือรุ่นใหม่ถอดด้าม
"ไอติม" พริษฐ์ วัชรสินธุ หนุ่มนักเรียนนอก แกนนำกลุ่ม "นิวเดม" แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังมีมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ "ไอติม" บอกว่าไม่ขัดในเรื่องความเชื่อและศรัทธา แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการรับฟังความเห็นที่แตกต่างและลงมือทำ
มหกรรมหาเสียงครั้งใหญ่และนโยบายมัดใจเพื่อขอคะแนนกำลังเริ่มต้นขึ้น คนไทยก็ได้แต่หวังว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่การขายฝัน เพราะสิ่งที่ทุกคนรอคอยมาเนิ่นนาน คือการลงมือทำให้ประสบความสำเร็จ