จากค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ตรวจวัดโดยกรมควบคุมมลพิษ ผู้เขียนได้นำมาคำนวณเป็นค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index: AQI)* ของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ดังแสดงในรูปที่ 1 (ก) สถานีวังทองหลาง และ (ข) สถานีพญาไท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีแนวโน้มที่สูงขึ้น โดยค่าจะเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และเมื่อผนวกกับสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี (มกราคม กุมภาพันธ์) คือสภาพอากาศนิ่ง จึงเป็นผลให้มีการสะสมตัวของฝุ่นละอองขึ้น
จากการตรวจติดตามปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศ โดยภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงกรกฎาคม 2561 ถึงปัจจุบัน พบว่า ค่าความเข้มข้นเฉลี่ยรายเดือนของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังแสดง ในรูปที่ 2 และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (รูปที่ 3) พบว่ามีรูปแบบที่เหมือนกัน นั่นหมายความว่า ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกำลังกลับมาเยือน กทม. อีกครั้ง
การเพิ่มค่า PM2.5 ในการประเมินดัชนีคุณภาพอากาศของไทย
ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index หรือ AQI) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารกับสังคมเกี่ยวกับคุณภาพอากาศที่ง่ายต่อความเข้าใจ ซึ่งประเทศไทยได้มีการนำค่าดังกล่าวมาใช้รายงานสภาพของคุณภาพอากาศเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ไม่มีการนำค่าความเข้มข้นของ PM2.5 มาคำนวณร่วมด้วย ดังกล่าวในบทความ "เมื่อ PM2.5 กับ AQI สูง แล้วจะหายใจได้ไหม?" (https://goo.gl/ES6EHL) จนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2561 กรมควบคุมมลพิษได้ประกาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ ซึ่งเพิ่มการคำนวณค่าความเข้มข้นของ PM2.5 ไว้ด้วย และปรับช่วงค่าดัชนีคุณภาพอากาศดังแสดงในรูปที่ 4
เซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพา
ระหว่างที่เกิดสถานการณ์ PM2.5 ขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการนำเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศขนาดเล็กหลากหลายแบรนด์ออกมาวางจำหน่าย ประกอบกับกระแสของ Internet of Thing หรือ IoT ที่กำลังเป็นที่จับตามองในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงราคาของเครื่องที่ไม่สูงมาก ทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชน เป็นจำนวนมาก แต่ที่ยังเป็นข้อกังขาในแวดวงนักวิชาการในการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการตรวจวัดคุณภาพอากาศ คือ ค่าที่ตรวจวัดได้จากเครื่องมือนี้มีความถูกต้องแม่นยำมากเพียงใด มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหลักการทำงานของเครื่องเซนเซอร์ตรวจวัด PM2.5 แบบพกพาอาศัยหลักการกระเจิง ของแสง (Light scattering) เมื่ออากาศที่มีฝุ่นละอองผ่านเข้าไปในเครื่องกระทบกับแสงที่ถูกยิงออกมาจากเซนเซอร์จะเกิดการหักเหไปกระทบกับไดโอดและจะแปลงเป็นค่าทางไฟฟ้า ซึ่งจะถูกคำนวณเป็นค่าความเข้มข้นของฝุ่น ณ เวลานั้นๆ ในขณะที่การตรวจวัด PM2.5 ในบรรยากาศตามมาตรฐาน ใช้วิธีกราวิเมตริก (Gravimetric) ซึ่งเป็นการวัดค่าฝุ่นละอองโดยการดูดอากาศในบรรยากาศด้วยอัตราไหลคงที่ผ่านแผ่นกระดาษกรองลอดช่วงเวลาการเก็บตัวอย่าง (24 ชั่วโมง) แล้วนำแผ่นกรองมาชั่งน้ำหนัก (หลังการอบกระดาษกรอง เพื่อไล่ความชื้นแล้ว) เพื่อหามวลของฝุ่นละออง และนำมาหาค่าเฉลี่ย 24 ชม. ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้จะอยู่ในหน่วยของน้ำหนักฝุ่นละอองต่อปริมาตรอากาศ เช่น ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อนำเครื่องมือตรวจวัดทั้ง 2 ชนิดมาเปรียบเทียบกันพบว่ามีข้อดีข้อเสียดังตารางที่ 1
ประชาชนควรทำอย่างไร
การปฏิบัติตนในช่วงที่มีปรากฏการณ์หมอกฝุ่น หรือ PM2.5 เกินมาตรฐานนั้น กล่าวในบทความ "ทำอย่างไร? เมื่อฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเกินมาตรฐาน" (https://goo.gl/w1cTrz) ซึ่งข้อควรปฏิบัติที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจในรูปแบบของข้อมูลคุณภาพอากาศที่มีการรายงานผลว่าเป็นข้อมูลแบบตามเวลาจริง (Real-Time) หรือเป็นข้อมูลที่มีการรายงานผลตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานรัฐ เนื่องจากมีการนำเสนอข้อมูลคุณภาพอากาศใน social network อีกทั้งในกรณีของดัชนีคุณภาพอากาศหรือ Air quality index (AQI) ที่มีการใช้งานในหลายประเทศ จะมีช่วงค่าในการคำนวณและแสดงผลที่แตกต่างกัน ถ้าหากขาดความเข้าใจในมาตรฐานหรือเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในการนำเสนอผลการตรวจติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแล้ว ก็จะทำให้การแปลความหมายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ ในขณะเดียวกันประชาชนควรติดตามสถานการณ์ดังกล่าวผ่านสื่อที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ระบบตรวจติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคุณภาพอากาศ ซึ่งถ้าหากมีข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการตรวจวัด การรายงานผล ควรสอบถามไปยังหน่วยงานที่หน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของรัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานภาครัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรการศึกษา กรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคาร หรืออยู่กลางแจ้งเมื่อเกิดสถานการณ์หมอกฝุ่นควัน ประชาชนควรเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ PM2.5 เกินมาตรฐานนี้ คือ การใช้หน้ากากชนิด N95 หรือหน้ากากป้องกันที่ระบุขนาดช่องว่างน้อยกว่า 0.3 ไมครอน ซึ่งสามารถช่วยลด PM2.5 ได้
หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรรับมืออย่างไรกับสถานการณ์ PM2.5
ในการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ PM2.5 ที่มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกๆปี จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน หน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) ผู้บังคับใช้ (Implementor) ควรเตรียมประกาศใช้มาตรการเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานการศึกษาควรร่วมมือกันศึกษาวิจัย และจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางในการบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้กับผู้กำหนดนโยบาย รวมไปถึงการให้ความรู้กับสื่อต่างๆทั้งสื่อหลัก และสื่อออนไลน์ เรื่องการนำข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศไปใช้ในการนำเสนอสู่สาธารณะให้มีความถูกต้องชัดเจน ดังรูปที่ 5
เอกสารอ้างอิง1)http://air4thai.pcd.go.th/webV2/aqi_info.php2)http://air4thai.pcd.go.th/webV2/download.php3)บทความ"ทำอย่างไร? เมื่อฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเกินมาตรฐาน" (https://goo.gl/w1cTrz)4)บทความ "เมื่อ PM2.5 กับ AQI สูง แล้วจะหายใจได้ไหม?" (https://goo.gl/ES6EHL)