จากการสอบถามนายรอเหม โต๊ะสกุล ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ทราบว่า ปัญหาน้ำเสียในคลองบางเทา เกิดขึ้นต่อเนื่องมาประมาณ 4 -5 ปีแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาไประดับหนึ่ง แต่ปัญหายังคงกลับมาเหมือนเดิมและเกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปลายคลอง ซึ่งจะเป็นปัญหาหนักในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากปริมาณน้ำน้อยทำให้มีน้ำเสียที่ไหลลงมาจากด้านบนมารวมกันอยู่บริเวณปากคลองก่อนจะไหลลงทะเล
"ปัญหาน้ำเสียบริเวณดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องแต่ไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งชาวบ้านพอทนกันได้ แต่ในช่วง 1-2 เดือนนี้ พบว่าปริมาณน้ำเน่าเสียมีมากขึ้น เนื่องจากน้ำทะเลไม่หนุนเข้ามาในลำคลอง ทำให้น้ำขังและตกตะกอนทำให้กลิ่นเหม็นรุนแรงขึ้น เพราะหากมีน้ำทะเลหนุนและไหลเข้ามาก็จะชะล้างน้ำเน่าเสียไหลกลับลงไปในทะเลด้วย แต่ในระยะหลังๆ น้ำทะเลขึ้นไม่สูง ทำให้น้ำไหลมากองรวมกันในลำคลอง และมีการตกตะกอนเป็นสีดำค่อยๆไหลลงทะเล ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีน้ำเน่าเสียมากขึ้นและส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงที่มาใช้พื้นที่จอดเรือ เพื่อออกทะเลทำการประมงหรือผู้ที่มาพักผ่อนบริเวณดังกล่าว"
นายรอเหม กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะกับชาวบ้านในพื้นที่หรือชาวบ้านที่ผ่านไปมา แต่รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย ทั้งเรื่องของกลิ่นที่เหม็นจนทนไม่ไหว ซึ่งนอกจากกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและยังกระทบกับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวด้วย เพราะบริเวณชายหาดแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาทำกิจกรรมบริเวณชายหาด ประกอบกับมีชาวบ้านบางส่วนอาศัยลำคลองแห่งนี้ เพื่อจอดและทำความสะอาดอุปกรณ์เรือ รวมถึงเด็กๆ ที่ลงเล่นน้ำต่างก็มีอาการคันตามร่างกาย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทราบอยู่แล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไร และเท่าที่ตรวจสอบพบว่าเกือบตลอดแนวลำคลองจะมีการต่อท่อน้ำทิ้งจากบ้านเรือน สถานประกอบการร้านค้าร้านอาหาร และโรงแรมบางแห่ง ลงมาในคลองโดยไม่มีการบำบัด หากปล่อยไว้ปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ทำมาหากินบริเวณดังกล่าว รวมทั้งภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมาลำคลองแห่งนี้จะปัญหาน้ำเน่าเสียมาโดยตลอด แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบจะลงพื้นที่มาตรวจสอบ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และจะเป็นปัญหาหนักในช่วงหน้าแล้ง