ถึงนาทีนี้คงจะสรุปฟันธงได้ว่า นายกฯ ลุงตู่ ลุยการเมืองต่อแน่ ในฐานะ ว่าที่เบอร์ 1 นายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ เพราะจะเสียเปรียบทางการเมืองน้อยที่สุด เนื่องจากสามารถอยู่ในตำแหน่งนายกฯกับหัวหน้า คสช.ได้ต่อไป จะทำให้ยังมีอำนาจเต็มมือ มีอำนาจบริหาร มีอำนาจใช้ ม.44 และยังมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงอีกด้วย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็มีอดีต ส.ส.ไปร่วมอยู่เป็นจำนวนมาก น่าจะโกยคะแนนเข้าสภาได้ไม่น้อย มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯในบัญชีของพรรคเพื่อโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้แน่นอน และน่าจะรวมเสียง 126 เสียง เพื่อไปรวมกับ ส.ว.ลากตั้งที่ คสช.เคาะเลือกเองอีก 250 เสียง ให้ได้แต้ม 376 เสียง คว้าเก้าอี้นายกฯก๊อกแรกไปก่อนได้ไม่ยาก
ต้องบอกว่าตอนนี้ใครๆ ก็คิดสูตรนี้ คือ ส.ส. 126 + ส.ว. 250 ได้ 376 เสียง คว้าเก้าอี้นายกฯไปก่อน แต่ปัญหาที่ "กูรูการเมือง" เตือนให้ระวังก็คือ ก่อนจะโหวตเลือกนายกฯ จะมีการเปิดสภา และโหวตเลือกประธานสภาก่อน ซึ่งการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเลือกจากเสียงเฉพาะ ส.ส.ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายรวมเสียงข้างมากเกิน 250 เสียงได้ (สภาผู้แทนฯ มี 500 เสียง) คนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะควบตำแหน่งประธานรัฐสภาเวลาประชุมร่วมกับวุฒิสภาด้วย

ถ้าเป็นไปตามสูตรนี้ คนของพรรคเพื่อไทยก็จะเป็น "คนกำหนดเกม" การโหวตเลือกนายกฯ ทั้งเรื่องรูปแบบการโหวต และรูปแบบการเสนอชื่อ เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้รูปแบบใด พรรคไหนจะได้เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีของตัวเองก่อน จะโหวตทีละคน ทีละ 2 คน หรือโหวตเป็นพวง รอบละหลายๆ คน แล้วหาคะแนนสูงสุด เนื่องจากในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้กว้างๆ ให้เลือกนายกฯจากรายชื่อในบัญชีพรรคการเมืองก่อน โดยพรรคที่จะเสนอชื่อได้ ต้องมี ส.ส. 25 คนขึ้นไป (ร้อยละ 5 ของ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน) และมีสมาชิกรับรอง 1 ใน 10 ซึ่งก็คือ 50 คน รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้แค่นี้

ต้องไม่ลืมว่าฝ่ายที่คุมการออกกติกา ย่อมคุมเกมการโหวตเลือกนายกฯ และมี "แท็กติก" ในสภาฯมากมายที่จะสกัด "ลุงตู่" แล้วดันคนของพรรคการเมืองขึ้นเป็นนายกฯแทน ฉะนั้นหากมองในแง่ร้าย ถ้าพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งมาไม่เยอะจริง ก็มีโอกาสเหมือนกันที่ "ลุงตู่" จะแต่งตัวเก้อเหมือน "อดีตว่าที่นายกฯ" ที่ไม่ได้รับตำแหน่ง ได้แต่แต่งชุดขาวรอ ซึ่งประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีมาแล้ว