ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นายธารา บัวคำศรี บอกว่า กรีนพีซได้ตรวจสอบคุณภาพอากาศ PM 2.5 ในประเทศไทยล่าสุดปี 2561 และพบว่ามีพื้นที่ในเมือง 10 อันดับที่ต้องเผชิญกับมลพิษ PM 2.5 สูงสุดอยู่ที่ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร รองลงมาคือตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถัดมาตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
ลำดับที่ 4 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ลำดับที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ลำดับที่ 6 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ลำดับที่ 7 ตำบลหน้าพระลานอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ลำดับที่ 8 ริมถนนดินแดง เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร ลำดับที่ 9 ตำบลในเมืองอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และอันดับสุดท้ายริมถนนอินทรพิทักษ์ ธนบุรี
ในพื้นที่เมืองที่ต้องเผชิญกับมลพิษ PM 2.5 ใน 10 อันดับแรกพบว่ามีจำนวนวันที่มีความเข้มข้นของ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกิดมาตรฐานของประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่ระหว่าง 19 ถึง 68 วันและเมื่อเปรียบเทียบกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าค่า PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่ควรเกินค่ามาตรฐาน 25 กรัมต่อลูกบาศก์เมตรมากกว่า 3 วันในช่วงเวลา 1 ปี จะเห็นได้ว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองต้องเสี่ยงกับผลที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากการรับสัมผัสมลพิษ PM 2.5 ที่เกิดมาตรฐานเป็นระยะเวลานาน และหากไม่มีมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศที่ก้าวหน้าผลที่เกิดขึ้นคือวิกฤตด้านสาธารณสุขมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างมากขึ้น
ดังนั้น กรีนพีซขอเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการยกร่างปรับเกณฑ์มาตรฐานในบรรยากาศของ PM 2.5 ขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทย โดยกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีเป็น 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรภายในปี 2562 และกำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน