ตลอดทั้งสัปดาห์คุณภาพอากาศฝั่งธนบุรี เผชิญกับมลพิษที่สูงสุด กระทบสุขภาพประชาชน แต่หลังจากอากาศกลับมาอยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศดีระดับสีเขียได้เพียงแค่หนึ่งวัน ก็ต้องกลับมาเผชิญมลพิษที่เริ่มกระทบสุขภาพอีกครั้ง
ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษปี2561 เดือน มกราคม และ กุมภาพันธ์ เป็นช่วงพีคของความเลวร้ายในอากาศ คุณภาพอากาศที่บันทึกไว้เดือนมกราคม 31 วัน ชาวฝั่งธนต้องเผชิญมลพิษฝุ่นที่กระทบสุขภาพนาน 15 วัน ในระดับสีแดง ค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 105 ไมโครกรัมต่อลบ.ม. ส่วนกุมภาพันธ์ 28 วัน เผชิญมลพิษ 16 วัน ค่าเฉลี่ยสูงสุด 95 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.
หลายปัจจัยก่อเกิดมลพิษ รถยนต์มาก จราจรคับคั่ง คือ ปัญหาหลักที่ทำให้ชาวบ้านอยากให้เร่งแก้ปัญหา เวลานี้ ชาวฝั่งธนบุรี ต้องคอยมลพิษผ่านแฮพพลิเคชั่น ก่อนออกจากบ้าน ส่วนมาตราการระยะสั้นภาครัฐช่วยได้ระดับหนี่ง ที่สำคัญจะต้องป้องกันด้วยตัวเอง ไม่ต่างกับผู้ค้าขาย ต้องอยู่บนถนน และ สูดดมมลพิษตลอดทั้งปี มีอาการเจ็บป่วยบ้าง แต่ก็มองว่าการประกอบอาชีพของเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้คนบนท้องถนนย่านนี้ อยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างกัน ในวันที่ต้องเผชิญมลพิษหนัก จะใช้หน้ากาอนามัยป้องกัน ขณะที่ รถน้ำไม่ต่ำกว่า 10 คัน ของสำนักงานเขตธนบุรี สลับสับเปลี่ยนกันพ่นละอองน้ำ วันละ 2 รอบ บรรเทาผลกระทบนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่า การฉีดน้ำจะช่วยได้เระดับหนึ่ง แต่การฉีดพ่นน้ำจะต้องเป็นละอองฝอยที่เล็กที่สุด โดยโมเกลกุลของน้ำจะจับฝุ่นขนาดเล็กให้ลดลง พร้อมย้ำว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ กลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ และเด็ก จะมีอาการ แสบจมูก ไอจาม ระบบทางเดินหายใจติดขัด การป้องกันด้วยตัวเองจำเป็นที่สุดในช่วงเวลานี้ มีการประเมินว่า ชาวกรุงเทพฯจะต้องเผชิญปัญหาฝุ่นมลพิษ ไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ มาตรการฉีดน้ำ ล้างถนน บรรเทาผลกระทบในเบื้องต้น ตราบใดยังไม่สามารถควบคุมต้นเหตุสาเหตุหลักจากรถยนต์ได้ การป้องกันด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญ