ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ไพบูลย์ นลินทรางกูร บอกว่า การเลือกตั้งเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นเพราะ ความคาดหวังต่อระบบเศรษฐกิจไทยขณะนี้ อยู่ที่แผนการลงทุนของภาคเอกชนแบบระยะยาวที่จะสร้างความมั่นใจและพร้อมที่จะจัดทำแผนลงทุนได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเป็นปัจจัยภายนอกเนื่องจากในช่วง4-5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาเศรษฐกิจจากต่างประเทศมาก
ขณะที่ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กัณญภัคตันติพิพัฒน์พงศ์ บอกว่า เมื่อมีรัฐบาลแล้วภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้นและอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออก รวมทั้งอยากเห็นประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกรอบการเจรจาFTAด้วยอีกเรื่องสำคัญคือ ดูแลค่าเงินบาทที่ไม่ควรจะแข็งค่ามากกว่ากลุ่มอาเซียน
ส่วน อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ บอกว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งกว่า80,000ล้านบาทที่นำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่าง ๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่น ๆโดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึง 0.3%อย่างไรก็ตามต้องไปดูว่าหลังการเลือกตั้งแล้ว การเมืองจะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหนซึ่งหากเป็นไปในทิศทางที่ดีก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี2562ขยายตัวได้ที่ 4.2%