เนชั่นทีวี

ข่าว

จีน-ไต้หวัน......รอวันรวมชาติ?

12 ม.ค. 2562 | lastman

จีน-ไต้หวัน......รอวันรวมชาติ?

ถัดจากปีใหม่มาได้แค่หนึ่งวัน ปธน.สี จิ้นผิงของจีนก็เปิดประเด็นอ่อนไหวที่อ่อนไหวที่สุดทันที ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ เรียกร้องให้ "ไต้หวัน" ที่แยกตัวออกไปนานถึง 70 ปี ละทิ้งการประกาศเอกราชและรวมชาติอย่างสันติ ภายใต้แนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แบบฮ่องกง แต่ในขณะเดียวกันก็ขู่ใช้กำลังหากคิดจะแข็งข้อ ด้านปธน.ไช่ อิงเหวินของไต้หวัน ซึ่งมีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาลปักกิ่ง ออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้นำจีนอย่างสิ้นเชิง พร้อมบอกให้จีนยอมรับการมีอยู่ของไต้หวันก่อนจึงจะเจรจากันได้ ส่วนรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งแม้ยังคงยอมรับในหลักการจีนเดียว ได้ออกหน้าสนับสนุนไต้หวันเต็มที่ โดยเฉพาะการค้าอาวุธ ด้วยเหตุนี้โอกาสในการรวมชาติอย่างสันติของจีนและไต้หวันจึงเป็นไปได้น้อยมากในอนาคตอันใกล้

"การรวมชาติคือแนวโน้มทางประวัติศาสตร์และหนทางอันถูกต้อง ในขณะที่เอกราชของไต้หวัน คือทางตัน"นี่...คือท่อนหนึ่งของสุนทรพจน์ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าว ณมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 2 มกราคมเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ที่ทางการจีนส่ง "สารถึงเพื่อนร่วมชาติในไต้หวัน" ในวันปีใหม่ของปีพ.ศ.2522 ยุติการเผชิญหน้าทางทหาร เรียกร้องให้ไต้หวันกลับมารวมกับจีนอีกครั้งและทำให้ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันดีขึ้นเป็นลำดับ

ถ้อยคำของสี จิ้นผิงยังคงเป็นไปตามแนวทางของเมื่อ 40ปีก่อน เขาเรียกร้องให้ไต้หวันกลับมารวมชาติอย่างสันติเพิ่มมูลค่าการค้า และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน โดยรับประกันว่า จีนจะเคารพทรัพย์สินส่วนบุคคล ความเชื่อ ศาสนา และสิทธิอันชอบธรรมของชาวไต้หวัน แต่ปัจจุบันสี จิ้นผิง ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุด นับตั้งแต่เหมา เจ๋อตุงเพราะฉะนั้น ทุกคำพูดที่ออกมาจากปากของชายผู้นี้ เราจึงไม่อาจมองข้ามได้

สุนทรพจน์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่สีจิ้นผิง ยื่นข้อเสนอต่อไต้หวันอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโมเดล "หนึ่งประเทศสองระบบ" แบบที่ใช้กับฮ่องกงและมาเก๊าแต่เมื่อดูจากพัฒนาการทางประชาธิปไตยในฮ่องกงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแล้วข้อเสนอนี้คงจะไม่ถูกใจชาวไต้หวันเท่าใดนัก เห็นได้จากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเป็นประจำการจับกุมนักเคลื่อนไหว แบนพรรคการเมือง และลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้สี จิ้นผิงยังเสนอให้ทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งตัวแทนสำหรับการหารือเชิงลึกแบบครอบคลุมในประเด็นความสัมพันธ์และอนาคตของประเทศจีนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ฉันทามติ 1992"ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า "มีเพียงจีนเดียว"แม้ต่างฝ่ายต่างตีความคำว่า "จีนเดียว" กันไปคนละแบบสีย้ำด้วยว่าระบบที่ต่างกันไม่ใช่อุปสรรคต่อการรวมชาติ และไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการแยกดินแดนจีนไม่สามารถสัญญาได้ว่าจะไม่ใช้กำลัง และขอสงวนทุกแนวทางที่จำเป็นเอาไว้แต่คนจีนไม่สู้กับคนจีนด้วยกัน การใช้กำลังไม่ได้พุ่งเป้าไปยังเพื่อน

ร่วมชาติในไต้หวันแต่พุ่งเป้าไปยังการแทรกแซงโดยกำลังจากภายนอกและพวกแบ่งแยกดินแดนที่มีอยู่เพียงน้อยนิดประเด็นไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองในประเทศจีนและการแทรกแซงโดยต่างประเทศเป็นสิ่งที่จีนไม่อาจอดทนอดกลั้นได้

แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศโดยตรงแต่เราก็สามารถตีความได้อย่างชัดเจนว่าคำพูดดังกล่าวของผู้นำจีนหมายถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งจนถึงปัจจุบันยังยอมรับในหลักการจีนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับไต้หวันโดยเฉพาะรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เพิ่งลงนามบังคับใช้กฎหมายใหม่ Asia Reassurance Initiative Act หรือ"เอเรีย" เมื่อวันสิ้นปี โดยสหรัฐฯจะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และของบประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลา5 ปีเพื่อเพิ่มความสนับสนุนให้กับพันธมิตรทั้งทางเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงซึ่งรวมถึงการขายอาวุธให้กับไต้หวันอย่างสม่ำเสมอและให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลและนายทหารระดับสูงเยือนไต้หวันมากขึ้น

หลังสี จิ้นผิงกล่าวสุนทรพจน์ได้ไม่กี่ชั่วโมง ไช่ อิง-เหวิน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันมาตั้งแต่ปี2559 จากพรรคประชาธิไตยก้าวหน้าหรือดีพีพี ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนเอกราช ก็ได้ออกมาแถลงตอบโต้ปฏิเสธแนวทางหนึ่งประเทศสองระบบโดยอ้างผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าวและเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งเคารพหลักประชาธิไตยของไต้หวันซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยหน่วยงานด้านกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันเมื่อเดือนตุลาคมพบว่าเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์คัดค้านแนวคิด "จีนเดียว"

นอกจากนี้เมื่อวันปีใหม่ไช่ อิง-เหวิน ยังได้กล่าวสุนทรพจน์ ชูหลักการ "4 ต้อง" เป็นพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงความสัมพันธ์กับแผ่นดินใหญ่โดย 1. จีนต้องยอมรับการมีอยู่ของ "สาธารณรัฐจีน"ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวัน 2. จีนต้องเคารพค่านิยมประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชนไต้หวันทั้ง23 ล้านคน 3. จีนต้องแก้ไขความเห็นต่างข้ามช่องแคบด้วยสันติวิธีและความยุติธรรมและ 4. จีนต้องเจรจากับรัฐบาลไต้หวันหรือสถาบันที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลไต้หวันเท่านั้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้ภาวะผู้นำของประธานาธิบดีไต้หวันก็ไม่สู้ดีนักหลังพรรคของเธอพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายนให้กับขั้วอำนาจเก่าอย่างพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการเจรจาและรวมชาติจนไช่ต้องประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคดีพีพี แถมประชาชนส่วนใหญ่ยังลงประชามติคัดค้านการเปลี่ยนชื่อในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติจาก"ไชนีสไทเป"เป็นไต้หวันด้วย แต่ไช่ยืนยันผลการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าชาวไต้หวันได้ละทิ้งอธิปไตยของตัวเองแต่อย่างใดและกล่าวหารัฐบาลปักกิ่งว่าแทรกแซงการเลือกตั้ง ซึ่งเธอถือเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับรัฐบาลไทเป

ข่าวล่าสุด