นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา บอกว่า จากตัวเลขที่มูลนิธิได้รับเด็กหาย ในจำนวนนี้ประมาณกว่า 70% เป็นเด็กที่สมัครใจหนีออกจากบ้าน อันดับ 1 คือช่วงอายุระหว่าง 11 15 ปี มีมากที่สุด เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อช่วงเปลี่ยนวัยจากเด็กสู่วัยรุ่น และโตพอที่จะมีความรักใคร่ชอบพอกับผู้อื่นในเชิงชู้สาว ประกอบกับสมัยนี้เด็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีและโลกโซเชียลได้อย่างเต็มที่ จึงอาจถูกคนอื่นออกอุบายโน้มน้าว ชักชวน ล่อลวง ให้ออกจากบ้านทุกๆ ปัจจัยที่บอกไปรวมๆ กันนั่นเองที่ทำให้เด็กช่วงอายุนี้ มีแนวโน้มหนีออกจากบ้านมากสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงและถูกกดดัน
ไปดูสถิติตัวเลขเด็กหายออกจากบ้าน เป็นตัวเลขที่มีผู้มาแจ้งที่มูลนิธิกระจกเงา เพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น ไม่รวมกับตัวเลขที่ตำรวจหรือหน่วยงานอื่นได้รับแจ้ง ย้อนหลังไปดู 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2559 มีเด็กหายออกจากบ้าน 423 คน ปี 60 จำนวน 408 คน ปี 61 จำนวน 310 คน ในจำนวนเด็กหายออกจากบ้านแต่ละปี ปรากฎว่า มีเด็กสมัครใจหนีออกจากบ้านกว่า 70%
สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี กฎหมายจะให้ความคุ้มครองเด็ก แม้เด็กจะสมัครใจหนีออกจากบ้านหรือยินยอมพร้อมใจไปกับบุคคลใดก็ตามที่ไม่ใช่ญาติหรือผู้ปกครอง ตามกฎหมายถือว่าคนที่พาเด็กไปมีความผิด ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 วรรค 1 ระบุว่า ผู้ใดพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 15 ปี ปรับ 60,000 300,000 บาท ถ้าพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จะต้องได้รับโทษหนักเพิ่มขึ้น คือมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 20 ปี ปรับ 100,000 400,000 บาท
เช่นเดียวกับการพรากผู้เยาว์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี แม้ผู้เยาว์จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ก็ถือเป็นความผิดอยู่ดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318-319 กรณีที่มีการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทำมีความผิดต้องระวางโทษคุกและโทษปรับ