สมาคมฯประเมินว่าโครงการนี้อานิสงส์จะตกอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มผู้รับสร้างบ้านน็อคดาวน์ที่เน้นเจาะตลาดบ้านระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และคาดว่าปริมาณและมูลค่าตลาดจะขยายตัวในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่กลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เน้นตลาดสร้างบ้านราคา 3-20 ล้านบาท ประเมินว่าความต้องการของผู้บริโภคจะขยายตัวสูงกว่าปีก่อน โดยในช่วงต้นปีนี้ จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญและส่งผลดีในแง่ของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อทิศทางการเมืองในอนาคต และจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยหลังใหม่
ในปี 2562 อาจมีปัจจัยที่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านจะต้องบริหารความเสี่ยงพอสมควร ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่อาจหดตัวจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัสดุที่จะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดสูงขึ้น เป็นผลจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่ขยายตัว สภาพการแข่งขันราคาของตลาดรับสร้างบ้านที่ยังรุนแรง ปัญหาแรงงานขาดแคลนที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก่อสร้างและการสื่อสาร
ขณะที่ปริมาณและมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองในปีนี้ สมาคมฯประเมินว่าจะขยายตัวใกล้เคียงหรือเติบโตกว่าปีก่อนเล็กน้อย หากเปรียบเทียบกับในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.4-1.5 แสนล้านบาท คาดการณ์ว่ากลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีส่วนแบ่งตลาด 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 7-8% และสัดส่วนการขยายตัวของตลาดรับสร้างบ้านในภูมิภาค มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคาดว่าจะขยายตัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น