กองทัพซีเรียทยอยลำเลียงทั้งสรรพาวุธและกำลังพลเข้าสู่เมืองมานบิจ ในจังหวัดอเลปโป ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ทหารของฝ่ายรัฐบาลเข้าตั้งฐานที่มั่นในแถบนี้ นับตั้งแต่กองกำลังป้องกันตนเองชาวเคิร์ด ( วายพีจี ) เข้ายึดครองพื้นที่เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้กองทัพซีเรีย จะไม่เข้าไปในพื้นที่แห่งนี้มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งคาดการณ์กันว่าการเคลื่อนพลครั้งนี้ เพื่อเข้าไปสนับสนุนนักรบชาวเคิร์ด ในการต่อต้านการเปิดปฎิบัติการของกองทัพตุรกีต่อเคิร์ดนั่นเอง
เบื้องต้นมีกำลังพลที่เข้าไปชุดแรกในพื้นที่แล้วกว่า 300 นาย และน่าจะมีการส่งกำลังเข้าไปเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า กองกำลังนักรบเคิร์ด ได้ขอรัรบการสนับสนุนจากกองทัพรัฐบาลให้เข้าไปช่วยหลังจากที่พวกเขาอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯมานาน แต่ทว่าเหมือนโดนสหรัฐฯ หักหลัง หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ไปเจรจากับผู้นำตุรกี และเตรียมถอนทหารออกจากพื้นที่ เคิร์ด ก็มองว่าอาจจะไม่ปลอดภัย หลังจากที่กองทัพตุรกีเคลื่อนพลประชิดชายแดน ดังนั้นจึงหันไปเจรจากับรัฐบาล เพื่อขอการช่วยเหลือดังกล่าว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ไปทำข้อตกลงพิเศษบางอย่างกับทางด้านผู้นำตุรกีอย่าง ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน เพื่อเปิดโอกาสให้กองทัพตุรกีเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารตามแนวพรมแดนทางเหนือของซีเรีย ซึ่งเต็มไปด้วยนักรบเคิร์ดที่รัฐบาลตุรกีถือเป็น กลุ่มก่อการร้ายเช่นเดียวกับพรรคคนงานเคอร์ดิสถาน ( พีเคเค ) ที่สู้รบกับกองทัพตุรกีมานานกว่า 30 ปีเพื่อหวังแบ่งแยกดินแดนบางส่วนทางตอนใต้ของประเทศตุรกีนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำตุรกีเองก็ประกาศชัดเจนว่า เขาจำเป็นต้องจัดการกับกลุ่มนักรบชาวเคิร์ด หากว่ายังมีพฤติกรรมคุกคามแผ่นดินทางตอนใต้ของประเทศ โดยเขายังประกาศว่าจะส่งคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงเยือนกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียเกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรีย หรือเป็นการแจ้งให้ทางรัสเซียรับทราบถึงแนวทางการปฎิบัติการทางทหารครั้งนี้ด้วยนั่นเอง
ซีเรีย อาจจะกลับมาระอุอีกครั้งหากว่าตุรกีเปิดฉากปฏิบัติการถล่มนักรบเคิร์ด ที่อยู่ในแผ่นดินซีเรีย ซึ่งตุรกีก็เคยทำมาแล้ว และทางด้านรัสเซียเองก็คงไม่ยอมง่าย ๆ เพราะถือเป็นการล่วงล้ำอธิปไตยของประเทศนั่นเอง