หลังจากปฏิบัติการของกองทัพที่กวาดล้างชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ในเดือนส.ค.ปีที่แล้วทำให้มีชาวโรฮิงญากว่า 7 แสนคนอพยพหนีไปยังบังกลาเทศอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรครัฐบาลที่เป็นผู้นำทางพฤตินัยของเมียนมาร์และสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการทหาร กลับไม่ได้แสดงความเห็นใดๆจนกระทั่งเกิดกระแสกดดันจากนานาชาติทำให้ต้องออกมาแสดงความเห็นครั้งแรกแต่เธอกลับบอกว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลเท็จขนาดมหึมาทำให้เธอยิ่งถูกวิจารณ์มากขึ้น
ความนิ่งเฉยของเธอต่อชาวโรฮิงญาทำให้สภาเมืองออกซ์ฟอร์ดเรียกคืนรางวัลเสรีภาพแห่งเมืองออกซ์ฟอร์ดแคนาดาถอดสถานะพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเธอ และแอมเนสตี อินเตอร์แนชันแนลยังถอดรางวัล "ทูตมโนธรรม" ด้วยเหตุผลว่าเธอไม่ได้เป็นตัวแทนของความหวังความกล้าหาญ และการปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป
แม้ตามความเป็นจริงซูจีในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐ ไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ เธอก็เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติให้ประณามการกระทำอันโหดร้ายทารุณของกองทัพต่อชาวโรฮิงญารายงานสอบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติระบุว่ากองทัพเมียนมาร์ปฏิบัติการอย่างเป็นระบบในการสังหารชาวโรฮิงญาเผาทำลายหมู่บ้านมีการกวาดล้างเผ่าพันธุ์และการข่มขืนอย่างกว้างขวาง พร้อมกับเสนอแนะให้ดำเนินคดีกับนายทหารระดับสูง6 นายในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์