สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ออกคำสั่งประธานาธิบดีในช่วงปีใหม่นี้ ประกาศ "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" โดยแม้คาดว่า ในคำประกาศจะไม่ได้เอ่ยถึงหัวเว่ยหรือซีทีอีโดยตรง แต่จุดประสงค์ของทำเนียบขาวคงหนีไม่พ้นการสกัดการใช้งานผลิตภัณฑ์โทรคมนาคมสัญชาติจีนโดยเฉพาะระบบ 5จี ของภาคเอกชน
รายงานข่าวระบุด้วยว่า คำสั่งซึ่งทรัมป์พิจารณามานานกว่า 8 เดือนแล้ว และไม่จำเป็นต้องให้สภาคองเกรสอนุมัติ จะสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์บล็อคบริษัทเอกชนในประเทศไม่ให้จัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากบริษัทต่างชาติที่เพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อนหน้านี้ การแบนการใช้งานผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยและซีทีอีเป็นการบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายในสหรัฐฯ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยและซีทีอีมักเป็นบริษัทขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทและมีผู้ใช้บริการไม่ถึง 1 แสนราย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก มีราคาถูกกว่าคู่แข่งจากยุโรปถึง 4 เท่า ทำให้คาดว่าอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ หากจำเป็นต้องเปลี่ยนหรือรื้อถอนอุปกรณ์ที่มาจากจีนทั้งหมด โดยเหล่าผู้ประกอบการเกรงว่าอาจต้องแบกรับต้นทุนดังกล่าวโดยปราศจากความช่วยเหลือจากรัฐบาล ขณะที่บางส่วนตั้งข้อสงสัยถึงขอบเขตของอำนาจรัฐ ว่าสามารถสั่งแบนภาคเอกชนได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพฤหัสบดีประธานของหัวเว่ยคาดว่า รายได้ของบริษัทในปี 2561 จะเติบโตถึง 21 เปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 1 แสน 9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดในรอบ2 ปี โดยขณะนี้หัวเว่ยได้ลงนามในสัญญาพัฒนาโครงข่าย 5จี แล้ว 26 สัญญา และคาดการณ์ยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนปีนี้น่าจะทะลุ 2 ร้อยล้านเครื่อง นอกจากนี้ในวันเดียวกัน หัวเว่ยออกแถลงการณ์ว่า การกันไม่ให้หัวเว่ยเข้าร่วมในตลาด 5จี ก็เหมือนกับการแข่งขันบาสเกตบอลเอ็นบีเอที่ปราศจากผู้เล่นระดับออลสตาร์