รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ระบุ กรณีที่คณะกรรมการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. มีมติเห็นชอบให้เจรจากับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีอีเอ็ม เพื่อขยายอายุสัมปทานทางด่วนอุดรรัถยา หรือแจ้งวัฒนะ-บางปะอิน และทางด่วนศรีรัช ช่วงแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ เพื่อแลกกับการจ่ายชดเชยค่าเสียหายตามคำสั่งศาล ถือเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่ต้องพิจารณา ซึ่งโดยหลักการแล้ว กทพ.สามารถหาแนวทางเพื่อให้รัฐเสียประโยชน์น้อยที่สุดและประชาชนได้ประโยชน์
หลังจากนี้ กทพ.จะต้องรายงานมายังกระทรวงคมนาคม ขณะเดียวกันจะต้องสรุปผลการเจรจาและเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือคณะกรรมการพีพีพีพิจารณา ก่อนจะเสนอกลับมากระทรวงคมนาคม เพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบต่อไปสำหรับมติคณะกรรมการ กทพ. เห็นชอบให้เจรจากับบีอีเอ็ม เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทและคดีฟ้องร้องระหว่างกันที่มีหลายคดี รวมมูลค่าการฟ้องร้องสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท
เบื้องต้น กทพ.ได้เจรจาขยายอายุสัมปทานทางด่วนอุดรรัถยา และทางด่วนศรีรัช เพื่อล้างหนี้สินทั้งหมด โดยจะขยายสัมปทานให้เอกชนเป็นเวลา 37 ปี รวมทั้งยื่นเงื่อนไขให้บีอีเอ็มพัฒนาทางด่วน 2 ขั้น ช่วงประชาชื่น-อโศก วงเงินลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร
ด้านประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทพ. ชาญชัย โพธิ์ทองคำ ระบุ สหภาพฯ ไม่ขัดข้องหากจะขยายอายุสัมปทานให้บีอีเอ็มเพื่อล้างหนี้ที่เกิดจากข้อพิพาท แต่การขยายสัมปทานควรอยู่บนพื้นฐานหนี้ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ควรรวมคดีที่ยังไม่ได้ข้อยุติและยังไม่มีการฟ้องร้อง เพราะปัจจุบันศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ กทพ.จ่ายชดเชยเพียงคดีเดียว มูลค่า 4.2 พันล้านบาทเท่านั้น