นี่คือจุดแรกที่เครือข่ายคณาจารย์จากศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES (อ่านว่า เชส) และที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท.เดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช.ย่านสนามบินน้ำ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยึดมั่นปฏิบัติตามกฎหมาย โดยให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง รวมถึงนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย โดยไม่ควรถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะ คสช.ที่ออก ม.44 มาล้มล้างกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ตัวเองร่างขึ้นมากับมือ เพราะถือเป็นการแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ และทำลายระบบนิติรัฐลงอย่างสิ้นเชิง
กลุ่มคณาจารย์ได้พูดคุยกับ คุณพงศ์เอก วิจิตรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ที่ออกมารับหนังสือ และยืนยันว่า ป.ป.ช.จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 4 มกราคมปีหน้า โดยจะเชิญทาง CHES และเครือข่ายคณาจารย์เข้าร่วมด้วย
จุดที่ 2 ที่เครือข่ายคณาจารย์เดินทางไป ก็คือ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือให้รัฐบาลและ คสช. แก้ไขปัญหากรณีมหาวิทยาลัย "หักหัวคิว" เงินเดือนของบุคลากรในกลุ่ม "พนักงานมหาวิทยาลัย" ที่บรรจุแทนอัตราข้าราชการ และรัฐบาลกำหนดให้จ่ายเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ 1.7 เท่าในสายผู้สอน และ 1.5 เท่าในสายสนับสนุน เพื่อชดเชยสวัสดิการ และค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ได้รับเหมือนข้าราชการ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2542 หรือ 19 ปีมาแล้วที่ ครม.มีมติเรื่องนี้ ปรากฏว่าพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ได้รับเงินเดือนเต็มอัตราเลย เพราะถูกทางมหาวิทยาลัยหักเอาไว้ ประมาณการยอดเงินที่หักรวมๆ กันของพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 1 แสนคน พบว่ายอดเงินที่หักสูงถึงเกือบ 5 พันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
นี่คือการรวมพล รวมพลังอีกครั้งหนึ่งของกลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเคลื่อนไหวมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีใครเหลียวแล ก็ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะหันมาสนใจความเดือดร้อนของกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยบ้างหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่จบ ยังมีรายละเอียดของตัวเลขที่เป็นเบื้องหลังการหักเงินพนักงานมหาวิทยาลัยที่่น่าสนใจอีกมาก ติดตามต่อในวันพรุ่งนี้