ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. วีจีไอ โกลบอล มีเดีย กวิน กาญจนพาสน์ เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงสร้างธุรกิจของวีจีไอค่อนข้างแข็งแกร่งและมั่นคงแล้ว เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนที่อยู่ช่วงวางโครงสร้างธุรกิจ โดยปัจจุบันวีจีไอมีรายได้จากธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.ธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน ได้แก่ สื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้าบีทีเอส สื่อโฆษณากลางแจ้งผ่านมาโค่ (MACO) และสื่อโฆษณาในสนามบิน 2.ธุรกิจให้บริการชำระเงินของแรบบิท กรุ๊ป และ 3.ธุรกิจโลจิสติกส์ ผ่าน เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) ที่วีจีไอเข้าลงทุน
ทั้งนี้ การเดินหน้าธุรกิจของวีจีไอ ที่ผ่านมาไม่เพียงขยายการเติบโตของธุรกิจสื่อ แต่วีจีไอเน้นขยายการเติบโตผ่านจุดขายการครบวงจรของ บีทีเอส กรุ๊ป ซึ่งมีทั้งความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ หรือ เพย์เมนต์ และการพัฒนา บริหารจัดการสื่อการตลาดให้ลูกค้าแบบเรียลไทม์ที่วีจีไอดูแล ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าในต่างประเทศหลายราย ที่สนใจการบริหารงานของบีทีเอส กรุ๊ป และการสร้างรายได้ของวีจีไอ ว่าทำอย่างไรให้เกิดรายได้นอกเหนือการเดินรถให้มากขึ้น
บีทีเอส กรุ๊ป มองโอกาสเข้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศมาตลอด โดยจะเข้าไปพร้อมกันทั้งบีทีเอส วีจีไอ แรบบิท และมาโค่ (MACO) เพราะการทำธุรกิจที่ครบครันลักษณะนี้ จะทำให้ลูกค้าฟังข้อมูลและตัดสินใจทำธุรกิจง่าย โดยเฉพาะผลงานการบริหารธุรกิจของบีทีเอส กรุ๊ป ในช่วงที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการขายตั๋วในสัดส่วน 75% และธุรกิจนอนคอร์สูงถึง 25% ถือว่าสูงมากหากเทียบกับมาเลเซีย
โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้รับสัญญา 20 ปี เข้าไปบริหารพื้นที่สื่อโฆษณาในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายแรกของอินโดนีเซียที่วิ่งบนดินและใต้ดิน กลางเมืองจาการ์ตา คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 2 (ก.ค.-ก.ย.2562) มี 13 สถานี, 16 ขบวน และ 96 โบกี้ ความยาวประมาณ 16 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังได้พื้นที่โฆษณาบริเวณตอม่อรถไฟฟ้าอีกประมาณ 70 ต้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะใช้เป็นป้ายบิลบอร์ด หรือจอดิจิทัล ซึ่ง MRT เปิดจะเริ่มรับรู้รายได้ทันทีในปีหน้า
ล่าสุดวีจีไอ และมาโค่ ได้ร่วมทุนกับ Sinar Mas Group ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ดำเนินธุรกิจ อาทิ เยื่อกระดาษและกระดาษ ธุรกิจการเกษตรและอาหาร บริการทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างสาธารณูปโภค ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อรุกธุรกิจสื่อดิจิทัลในประเทศอินโดนีเซีย
เบื้องต้นได้เตรียมงบราว 3040 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ลงทุนเพิ่มเติมในอินโดนีเซีย ช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2562/2563 หรือคาดว่าจะอนุมัติได้ในช่วงเดือน เม.ย. - มิ.ย. 2562 ซึ่งมั่นใจว่าการรุกธุรกิจในอินโดนีเซียจะถึงจุดคุ้มทุนได้ในช่วง 2-3 ปี โดยหลังจากพัฒนาสื่อ MRT แล้ว บริษัทยังสนใจขยายการลงทุนร่วมกับ Sinar Mas Group เพิ่มเติมในอนาคต ส่วนภาพรวมธุรกิจในไทยยังคาดว่าปีนี้จะสร้างรายได้ 5,000 ล้านบาท และคงเป้ารายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี