ความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัยที่ออกมาแสดงพลังคัดค้านครั้งนี้ เป็นการรวมตัวกันของศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES ร่วมกับองค์กรพันธมิตร คือ ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง หรือ ทป.มรภ. และกลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย พร้อมมีการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ขอคัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 21/2561 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเอื้อให้เกิดการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายแสดงบัญชีทรัพย์สินกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย
โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ เป็นการรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับการออก ม.44 รีเซ็ตประกาศ ป.ป.ช.เรื่องตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งทางเครือข่ายมองว่า แม้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 21/2561 ดูเหมือนจะเปิดให้ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเองว่า ตำแหน่งระดับสูงของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินคือตำแหน่งอะไรบ้าง แต่ในทางกลับกัน เมื่อไปดูเอกสารแถลงข่าวของ ป.ป.ช.เมื่อวานนี้ พบว่า นิยามของ "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของหน่วยงานอื่นของรัฐ" ไม่ได้รวมกรรมการของหน่วยงานนั้นๆ แล้ว ฉะนั้น กรรมการสภามหาวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ หรือพวก "มหาวิทยาลัยนอกระบบ" ก็ไม่อยู่ในข่ายต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน
ส่วนตำแหน่งกรรมสภามหาวิทยาลัยของรัฐ (คนละกลุ่มกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพราะยังไม่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยในกลุ่มนี้ก็เชน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่งทั่วประเทศ) กลุ่มนี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาอีกครั้งว่าต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ หากจะสรุปง่ายๆ ก็คือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการไปแล้วน่าจะรอด แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ พวกราชภัฏ ราชมงคล ยังต้องลุ้นต่อไป
ด้านอาจารย์เชษฐา ทรัพย์เย็น ประธานกลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย หรือ สธม.บอกกับล่าความจริงว่า ขอตั้งคำถามไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ว่า ทำไมเรื่องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ที่กระทบคนเพียงไม่กี่คน คสช.ถึงต้องรีบออก ม.44 ช่วยเหลืออย่างรวดเร็วแบบผิดสังเกต แต่พนักงานมหาวิทยาลัยที่ถูกหักหัวคิวเงินเดือนและค่าตอบแทน กลับไม่ได้รับเต็มจำนวนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 19 ปีก่อน และมีคนในสถาบันอุดมศึกษาเสียประโยชน์นับหมื่นคน เหตุใดรัฐบาลยังเงียบเหมือนเป่าสาก ไม่ดำเนินการช่วยเหลือใดๆ เหมือนกรณีออก ม.44 อุ้มคนไม่อยากยื่นบัญชีทรัพย์สิน
ล่าความจริง ยังได้รับข้อมูลจากศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ระบุว่า ขณะนี้มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ยื่นใบลาออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่งเอกสารไปยังมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เพื่อขอกลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้กลุ่มคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามีความเหมาะสมแค่ไหนที่จะให้คนเหล่านี้กลับมาทำหน้าที่อีก
เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าทำให้เกิดกระแสต้านรัฐบาล คสช.ค่อนข้างแรง เพราะกฎหมาย ป.ป.ช. หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก้ไขในรัฐบาลชุดนี้ และเพิ่งประกาศใช้ในปี 61 นี้เอง ใช้มาได้ไม่กี่เดือนก็ถูกแก้ด้วย ม.44 เสียแล้ว จึงถือเป็นการใช้ "อำนาจพิเศษ" แก้ไขกฎหมายปราบทุจริตขององค์กรอิสระ ทำให้เกิดกระแสไม่พอใจอย่างกว้างขวาง อีกทั้งในแวดวงอุดมศึกษายังมีปัญหา "ธรรมาภิบาล" ซึ่งหนักหน่วงรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติ ถึงขนาดที่ คสช.เคยใช้ ม.44 เปิดทางให้เข้าไปยึดอำนาจการบริหารของมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาลมาแล้ว แต่วันนี้กลับใช้ ม.44 เข้าไปยกเว้นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่กลุ่มคณาจารย์มองว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจะเป็นเครื่องมือให้แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในวงการอุดมศึกษาได้ส่วนหนึ่ง