ระบุว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยนั้นอยากให้ดูจากทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ สิ่งที่ภาครัฐพยายามผลักดันคือการลงทุนภาครัฐ ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการภาครัฐนั้นไม่ง่าย แต่ในปัจจุบันก็สามารถขับเคลื่อนโครงการใหญ่ๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการดำเนินงานซึ่งทำให้การลงทุนภาครัฐดีขึ้นตามลำดับ และรัฐบาลหวังว่าการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวดึงให้เอกชนมาร่วมลงทุน ซึ่งเท่าที่ได้คุยกับนักลงทุนต่างชาติหลายๆ เจ้าสิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วงคือกลัวว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยจะไม่สงบ จึงชะลอการลงทุนไว้ก่อนซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงในตอนนี้ที่ทำให้การลงทุนของต่างชาติหยุดชะงัก แต่ในกลุ่มนักลงทุนชาวไทยยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในภาคเอกชนมีการเจริญเติบโตมากขึ้นติดต่อกัน 4 ไตรมาสและมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านการบริโภคก็เติบโตติดต่อกัน 6 ไตรมาสและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีความเข้มแข็งพอ
แต่สำหรับปัจจัยต่างประเทศยังมีความเสี่ยง ในเรื่องการส่งออกซึ่งมีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกซึ่งชะลอตัวลง ในขณะเดียวกันในภาคบริการในภาคการท่องเที่ยวก็หดตัวลง มองไปถึงปีหน้าสิ่งที่กระทรวงการคลังได้มองเศรษฐกิจโดยรวมจะมีการเติบโตเกิน 4% แต่น่าจะน้อยกว่าปีนี้จากปัญหาของสงครามการค้าที่มีอยู่ขณะนี้จะเริ่มส่งผลกระทบไปทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยอาจได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าบางส่วน แต่การส่งออกต้องอาศัยตลาดโลกซึ่งเมื่อมีสงครามการค้าทำให้ตลาดโลกได้รับผลกระทบ และปัญหานี้ยังไม่จบง่ายๆ