"ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ที่มีปัญหามากที่สุดตามที่มี ประกาศ ป.ป.ช.ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก่อนหน้านี้ ก็คือกลุ่มนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือ "มหาวิทยาลัยนอกระบบ" เพราะมีกระแสการเตรียมยื่นใบลาออกจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งส่วนมากเป็นคนจากภาคเอกชนที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนมหาวิทยาลัย / คนกลุ่มนี้มองว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ทำให้ยุ่งยาก สูญเสียความเป็นส่วนตัว และเสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย ไม่คุ้มกับเบี้ยประชุมครั้งละไม่กี่พันบาท จึงเตรียมไขก๊อก ทำให้กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัย นำโดย "ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย" หรือ ทปอ. ออกมาเคลื่อนไหวหลายครั้งหลายรอบให้ ป.ป.ช.ทบทวนเรื่องนี้ เพราะเกรงจะกระทบกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็ออกมารับลูกเสียด้วย
สุดท้ายก็คือการออก ม.44 หรือคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 21/2561 ตามที่ "ล่าความจริง" เล่าให้ฟังไปแล้วเมื่อวาน แม้จะยังไม่ชัดว่า ป.ป.ช.จะพิจารณายกเว้นตำแหน่งอะไรบ้างที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ก็คาดหมายกันว่าจะมีตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ทำให้กลุ่มคณาจารย์ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สิน ออกมาแสดงจุดยืน "ไม่เห็นด้วย" ทางโซเชียลมีเดียกันอย่างคึกคักและเผ็ดร้อน
เริ่มจาก อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความเชิงหยิกแกมหยอกว่า "การศึกษาไทย ม.ไหนสำคัญที่สุด...คำตอบคือ ม.44 หุหุ" เรียกว่าเป็นไปตามสไตล์ของอาจารย์มานะที่เวลามีเหตุการณ์สำคัญๆ ในบ้านเมือง อาจารย์ก็ไม่พลาดที่จะออกมาแสดงความเห็นในสไตล์ของตัวเองเสมอ
เพจที่มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะที่สุด คือเพจเฟซบุ๊คที่ชื่อว่า "ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ" หรือ CHES ที่เคลื่อนไหวสนับสนุนให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สินมาตลอด
เพจเฟสบุ๊คของ CHES เป็นศูนย์รวมเหล่าอาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยมากกว่า 2 หมื่นคน มีการแสดงความเห็นกันอย่างดุเดือด อย่างเช่น ขอไว้อาลัยให้กับเหล่าผู้บริหารที่มีส่วนในการละเมิดรัฐธรรมนูญ ขอไว้อาลัยให้กับผู้ใหญ่ที่มีอภินิหารทางกฎหมาย บางรายก็ตั้งคำถามว่า "จะมี ป.ป.ช.ไว้ทำไม เมื่อมีไปก็โดนอำนาจรัฐแทรกแซง" ขณะที่บางรายตั้งคำถามเช่นกันว่า "คสช.คิดว่า บุคลากรเครือข่ายในสถาบันอุดมศึกษาไม่มีพลังพอที่จะโต้แย้งอำนาจ คสช.หรือ พวกเราจะทำให้เห็นว่า คนในสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้โง่ให้กดขี่ แต่เราสามารถบอกเล่าสั่งสอนให้แก่เหล่าศิษย์ได้ว่า ควรเลือกคนกลุ่มใดมาบริหารบ้านเมือง" ข้อความนี้แรงจริงๆ
เรื่องนี้ยังไม่จบง่าย เพราะในวันพรุ่งนี้ เครือข่ายคณาจารย์จากทั่วประเทศ นำโดย ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. และที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง หรือ ทป.มรภ. จะประชุมร่วมกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อแถลงจุดยืนในเรื่องนี้ ก็ต้องรอดูว่าจะดุเดือดเผ็ดร้อนขนาดไหน
เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าทำให้เกิดกระแสต้านรัฐบาล คสช.ค่อนข้างแรง เพราะกฎหมาย ป.ป.ช. หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก้ไขในรัฐบาลชุดนี้ และเพิ่งประกาศใช้ในปี 61 นี้เอง ใช้มาได้ไม่กี่เดือนก็ถูกแก้ด้วย ม.44 เสียแล้ว จึงถือเป็นการใช้ "อำนาจพิเศษ" แก้ไขกฎหมายปราบทุจริตขององค์กรอิสระ ทำให้เกิดกระแสไม่พอใจอย่างกว้างขวาง อีกทั้งในแวดวงอุดมศึกษายังมีปัญหา "ธรรมาภิบาล" ซึ่งหนักหน่วงรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติ ถึงขนาดที่ คสช.เคยใช้ ม.44 เปิดทางให้เข้าไปยึดอำนาจการบริหารของมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาลมาแล้ว แต่วันนี้กลับใช้ ม.44 เข้าไปยกเว้นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่กลุ่มคณาจารย์มองว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจะเป็นเครื่องมือให้แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในวงการอุดมศึกษาได้ส่วนหนึ่ง