โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาหรือ MRO ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของบมจ.การบินไทย ถือเป็นโครงการนำร่องสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก หรือหนึ่งโครงการหลักของการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC
ล่าสุด การบินไทยได้ออกประกาศรายละเอียดการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีการประมูลไปเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเชิญชวนให้บริษัทแอร์บัสเข้าร่วมโครงการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบ
โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาจะใช้พื้นที่ประมาณ 210 ไร่ ใช้ เงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่กว่า 6 พันล้านบาท จะเป็นการลงทุนของภาครัฐโดยกองทัพเรือส่วนที่เหลือประมาณ 4 พันล้านบาท จะมาจากบริษัทร่วมทุน โดยผลศึกษาระบุว่าโครงการจะถึงจุดคุ้มทุนภายในเวลา 10 ปี
รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่าง บมจ.การบินไทย สุรชัย เพียรเจริญศักดิ์ บอกว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการออกประกาศเชิญชวนเอกชน ซึ่งมีเพียงรายเดียวที่สนใจร่วมลงทุน อาจไม่ต้องใช้วิธีการประมูล แต่เป็นวิธีเฉพาะเจาะจงสำหรับเอกชน ซึ่งต้องทำตามกระบวนการกฎหมายให้ถูกต้อง คาดว่าจะสามารถคัดเลือกได้เอกชนในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562
โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้บริการในปี 2565 สามารถรองรับ การซ่อมบำรุงใหญ่เครื่องบินลำตัวกว้างได้พร้อมกันถึง 3 ลำ รองรับการซ่อมบำรุงระดับลานจอดได้สูงสุดถึง 70 เที่ยวบินต่อวัน รองรับการพ่นสีอากาศยานทุกประเภทได้สูงสุด 22 ลำต่อปี
โดยผลศึกษาระบุว่าโครงการจะมีรายได้ 3 พันล้านบาทต่อปีภายในปีที่ 10 ของการให้บริการ และจะเพิ่มเป็น 22,000 ล้านบาทในปีสุดท้ายของสัญญาเช่า คือปีที่ 50
ด้านผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา พล.ร.ต.ลือชัย ศรีเอี่ยมกุล บอก ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO จะเป็นศูนย์กลางการซ่อมเครื่องบินในภูมิภาคเอเชีย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในด้านการซ่อมบำรุง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินของประเทศต่อไป
ปัจจุบันประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานพาณิชย์เฉลี่ยปีละกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท โดย 60% หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาท เป็นการส่งอากาศยานไปซ่อมบำรุงในต่างประเทศ เพราะศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไม่เพียงพอรองรับความต้องการ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ภายใต้ความร่วมมือระหว่างการบินไทยและแอร์บัสจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน ช่วยลดการสูญเสียเงินตราให้ต่างประเทศ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่างชาติในการลงทุนพื้นที่ EEC