ที่บอกว่าไม่ฮือฮา เพราะทุกคนรู้กันมาตั้งนานแล้วว่าพรรคพลังประชารัฐถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสานฝัน "ลุงตู่" เป็นนายกฯรอบ 2
แต่กระบวนการขั้นตอนในการเสนอรายชื่อ "บัญชีนายกฯ" ของพรรคการเมือง ต้องบอกว่าน่าสนใจกว่า เพราะเป็นครั้งแรกในบ้านเราที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ และใช้ในการเลือกตั้งหนนี้เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์
การเลือกตั้งก่อนปี 2540 การเมืองไทยไม่ค่อยมีเสถียรภาพ เลือกตั้งเสร็จแต่ละที ไม่เคยมีพรรคไหนได้เสียงข้างมาก หลายๆ ครั้งต้องไปเชิญคนกลางมาเป็นนายกฯ บางทีก็เป็นทหาร เพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้นานๆ และรัฐบาลเป็นปึกแผ่น
กระทั่งมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ต่อเนื่องมาถึงปี 2550 กฎหมายบังคับให้นายกฯต้องเป็น ส.ส. และว่าที่นายกฯที่พรรคการเมืองเสนอ ก็คือผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 1 ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น หรือไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ อย่างอดีตนายกฯหญิง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 54 แต่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นทั้งเบอร์ 1 ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แต่พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. ก็เลยไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง และไม่ต้องลงเลือกตั้งก็ได้ แถมกฎหมายยังเปิดทางให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ "บัญชีว่าที่นายกฯ" แทน โดยคนในบัญชีที่ว่านี้ก็คือคนที่พรรคการเมืองพรรคนั้นจะเสนอให้สภาโหวตเป็นนายกฯหลังเลือกตั้ง
หลักเกณฑ์การเสนอชื่อ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 88 แต่ละพรรคเสนอได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ (แปลว่าจะเสนอ 1 ชื่อ 2 ชื่อ หรือ 3 ชื่อก็ได้) หรือจะไม่เสนอเลยก็ได้เหมือนกัน กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่สำหรับพรรคที่เสนอ จะต้องส่งชื่อให้ กกต.ก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้ง และให้ กกต.ประกาศรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอให้ประชาชนทราบ
หลักเกณฑ์สำคัญของการเสนอรายชื่อบัญชีนายกฯของพรรคการเมืองก็คือ ใครก็ตามที่พรรคการเมืองเสนอ ต้องมีหนังสือยินยอมจากบุคคลนั้นด้วย อย่างกรณีของพรรคพลังประชารัฐ นายกฯลุงตู่ก็ต้องมีหนังสือยินยอมมาด้วย และต้องทำหนังสือยินยอมให้กับพรรคการเมืองพรรคเดียวเท่านั้น ทำซ้อนกันมากกว่า 1 พรรคไม่ได้
เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป เปิดประชุมสภาเมื่อไหร่ ก็จะมีการโหวตเลือกนายกฯ พรรคที่มีสิทธิ์เสนอชื่อในบัญชีนายกฯของตัวเองให้สภาโหวต ต้องมี ส.ส.ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ถ้าคิดจาก ส.ส.ทั้งสภา 500 คน ก็คือไม่ต่ำกว่า 25 คน ฉะนั้นถ้านายกฯลุงตู่ยอมให้พรรคพลังประชารัฐใส่ชื่อตัวเองในบัญชีนายกฯ ก็ต้องมั่นใจว่าพรรคนี้จะได้ ส.ส.เกิน 25 คนด้วย ถ้าจับพลัดจับผลู ไม่ได้ขึ้นมา ต้องถือว่าปิดประตูตายสำหรับการเป็นนายกฯตามระบบนี้ไปเลย ต้องไปลุ้นจาก "นายกฯคนนอก" เท่านั้น
สำหรับการเลือกตั้งหนนี้ รัฐธรรมนูญเขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้อีก ให้นายกฯมาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา หมายถึง ส.ส. 500 คน ร่วมโหวตกับ ส.ว.อีก 250 คน รวมเป็น 750 เสียง ผู้ที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงสนับสนุน 376 เสียงขึ้นไป สำหรับนายกฯลุงตู่ ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เกิน 25 เสียง ก็มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้ารับการโหวต โดย "ลุงตู่" มีเสียง ส.ว.250 เสียงตุนอยู่ในกระเป๋าแล้ว เพราะ คสช.เคาะเลือกมาเองทั้ง 250 คน ก็เท่ากับ "ลุงตู่" หา ส.ส.มาโหวตให้อีกแค่ 126 คนเท่านั้น ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ
แต่ก็อย่างที่บอก การเมืองไทยอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น รอลุ้นก็แล้วกันว่า "ลุงตู่" จะได้เป็นนายกฯรอบ 2 จากเส้นทางที่ลิขิตไว้เองหรือไม่