เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) หยุดวิกฤติตุลาการ ...ด้วยวิจารณญาณศาลฎีกา

03 ธ.ค. 2561 | wanchat

(คลิปข่าว) หยุดวิกฤติตุลาการ ...ด้วยวิจารณญาณศาลฎีกา

สัปดาห์ที่แล้วมีการเลือกตั้งซ่อมกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ "ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลฎีกา" ซึ่งโดยปกติ "การเลือกตั้งซ่อม" มักไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก แต่การเลือกตั้งซ่อม ก.ต.หนนี้ มีเดิมพันระดับวิกฤตการณ์รออยู่ เดิมพันนั้่นคืออะไร และวงการตุลาการบ้านเราผ่านปัญหานี้มาได้ด้วยเหตุผลใด ติดตามควันหลงเลือกซ่อม ก.ต. ได้จากรายงานพิเศษของทีมล่าความจริง

ผลการเลือกตั้งซ่อมกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลฎีกา เมื่อวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่ผู้พิพากษาศาลฎีกาใช้วิจารณญาณหยุดวิกฤติตุลาการได้ด้วยตนเอง

เพราะการเลือกตั้งซ่อมหนนี้ เป็นการเลือก ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลฎีกา แทน นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ที่ถูกผู้พิพากษาทั่วประเทศลงมติถอดถอนเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม

การถอดถอนในครั้งนั้นก็คือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการศาลไทย เพราะผู้พิพากษาทุกชั้นศาลทั่วประเทศลงมติถอดถอน ก.ต.ชั้นศาลฎีกาออกจากตำแหน่งเป็นครั้งแรก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 3,165 เสียง จากผู้ลงคะแนน 3,548 คน และจากจำนวนผู้พิพากษาทั่วทั้งประเทศ 4,635 คน คะแนนที่ลงมติถอดถอนคิดเป็นร้อยละ 89.2 ของผู้พิพากษาที่ลงคะแนน และคิดเป็นร้อยละ 68.2 ของผู้พิพากษาทั้งหมด

สร้างประวัติศาสตร์ได้ไม่นาน วงการศาลก็มาเจอปัญหาใหม่ นั่นก็คือกระบวนการ "เลือกซ่อม ก.ต." เพราะตามระเบียบแล้ว ผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลจะลงคะแนนเลือก ก.ต.ในชั้นศาลของตนเอง ไม่มีการลงคะแนนข้ามชั้นศาล เมื่อครั้งนี้เป็นการเลือกซ่อม ก.ต.ชั้นศาลฎีกา ก็จะมีเฉพาะผู้พิพากษาศาลฎีกาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงคะแนน และทุกคนมีสิทธิ์รับเลือกเป็น ก.ต. เพราะไม่มีการลงสมัคร ไม่จำเป็นต้องเปิดตัวหาเสียง แต่ผู้ที่ไม่ประสงค์ได้รับการคัดเลือกเป็น ก.ต. สามารถแจ้งความประสงค์ไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมได้

ปัญหาคือ นายชำนาญ ที่เพิ่งถูกถอดถอนไปเพียง 1 เดือน ไม่ยอมแจ้งสละสิทธิ์ ทำให้เกิดคำถามว่า หากนายชำนาญได้รับเลือกเข้ามาใหม่โดยมติของผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด 176 คน จะกลายเป็นว่า เสียงของผู้พิพากษาศาลฎีการ้อยกว่าคน กำลังจะลบล้างเสียงถอดถอนของผู้พิพากษาทั้งประเทศ 3 พันกว่าคนใช้หรือไม่

ร้อนถึง สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ที่เป็นผู้นำการยื่นถอดถอนนายชำนาญออกจาก ก.ต.เมื่อเดือนตุลาคม ต้องยื่นหนังสือไปยังเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อขอให้ลบชื่อนายชำนาญ ออกจากบัญชีรายชื่อและหมายเลขบุคคลผู้มีสิทธิ์รับเลือกเป็น ก.ต.ในชั้นศาลฎีกา โดยอ้างว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากถูกผู้พิพากษาเสียงข้างมากลงมติถอดถอนไปแล้ว

แต่คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งซ่อม ก.ต. วินิจฉัยว่า นายชำนาญยังเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่า ผู้ที่ถูกถอดถอนไปแล้วไม่สามารถเข้ารับการคัดเลือกเป็น ก.ต.ได้อีกต่อไป

สืบพงษ์ไม่ยอมแพ้ ยื่นเรื่องไปถึง ก.ต.ชุดใหญ่ เพื่อให้วินิจฉัยเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่ามติ ก.ต. 11 ต่อ 1 เสียง ยืนยันแบบเดียวกับคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งซ่อม

หลายคนประเมินว่า เค้าลางวิกฤติกำลังมาเยือน บางคนหวนคิดไปถึงวิกฤติตุลาการเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เพราะหากผลการเลือกตั้งซ่อม ก.ต.ออกมาแล้วปรากฏว่าผู้ที่ถูกถอดถอนไป ได้กลับมาเป็น ก.ต.อีกรอบ จะเกิดอะไรขึ้น

แต่แล้ว...ผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีสิทธิ์ทั้งหมด 176 คน ก็พร้อมใจกันออกเสียงถึง 168 คน ไม่ใช้สิทธิ์เพียงแค่ 8 คนเท่านั้น โดยเสียงส่วนใหญ่เทคะแนนให้ นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มากถึง 90 คะแนน ส่วนคนที่เพิ่งถูกถอดถอน ได้ไปเพียง 9 คะแนน ถือเป็นการลงคะแนนในระดับท่วมท้นแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน

นี่คือการ "โหวตเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไป และไม่ต้องใช้การลบชื่อหรือจำกัดสิทธิ์ใดๆ โดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเอาไว้ ซึ่งหากฝืนทำไป อาจกลายเป็นเรื่องโต้เถียงฟ้องร้องกันอีกวุ่นวาย

มติของผู้พิพากษาศาลฎีกาจึงเท่ากับเป็นการยืนยัน "ความเป็นอิสระ" และ "ตรวจสอบกันเอง" โดยไม่ต้องให้ใครมาแทรกแซง ซึ่งเป็นจุดเด่นและจุดแข็งที่สุดของศาลยุติธรรมไทย กระทั่งสามารถดำรงความเป็นอิสระ เป็น 1 ใน 3 เสาหลักอธิปไตยมานานถึง 136 ปี

ข่าวล่าสุด