เรื่องนี้แม้จะมีความพยายามล็อบบี้จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายบริหารของสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตลอดจนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อให้ ป.ป.ช. "ยกเว้น" การยื่นบัญชีทรัพย์สินสำหรับนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนประกาศฉบับนี้บังคับใช้ เพื่อป้องกันปัญหากรรมการสภามหาวิทยาลัยแห่ยื่นใบลาออกเพื่อหนีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะเกรงว่าจะกระทบกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัยก็ตาม
แต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.ยังยืนยันจุดยืนเดิม คือ "ไม่ยกเว้นให้" มติ ป.ป.ช.เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยอมแค่เพียงยืดเวลาให้ผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินได้เตรียมตัวนานขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งตำแหน่งกรรมการองค์การมหาชน ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีหน้าเป็นต้นไป จากเดิมที่ต้องยื่นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา
แต่ปัญหานี้ยังไม่จบ เพราะมีข่าวว่ารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย คุณวิษณุ เครืองาม ไปกล่าวระหว่างการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน บอกว่า ขอให้กรรมการสภามหาวิทยาลัย และกรรมการในองค์การมหาชนต่างๆ อย่าเพิ่งลาออก เพราะประกาศ ป.ป.ช.จะมีการแก้ไขหรือยกเลิกทั้งหมด โดยผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน
สอดคล้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณหมอ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ที่ออกมาบอกก่อนหน้านี้ว่า นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยอย่าเพิ่งแห่ลาออก เพราะรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาอยู่
จากท่าทีของรัฐบาล ทำให้ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ประกอบด้วย ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง หรือ ทป.มรภ. และ กลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์คัดค้านท่าทีของรองนายกฯวิษณุ เพราะถือว่าเป็นการกดดันแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. เพียงเพื่อยกเว้นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้าข่ายขัดต่อหลักนิติรัฐ เพราะสนับสนุนให้คนบางกลุ่มไม่ต้องปฏฺิบัติตามกฎหมาย และยังส่งผลให้ระบบธรรมาภิบาลของประเทศล้มเหลวอีกด้วย เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งมีปัญหาธรรมาภิบาลจากการที่ผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน หรือที่เรียกว่า "สภาเกาหลัง"