การเผยแพร่ผลสำรวจไล่หลังนิด้าโพลล์เพียงไม่กี่วัน ทำให้งานนี้ "รังสิตโพล" ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำโพลล์เพื่อสนอง "บิ๊กตู่" หรือไม่ "ทีมล่าความจริง" จึงส่งทีมข่าวไปจับเข่าคุยกับอาจารย์สังศิตประเด็นแรก เรื่องทำโพลล์แก้เกมให้ "บิ๊กตู่" อาจารย์สังศิต ชี้แจงว่า ได้รวบรวมข้อมูลประชากรเพื่อทำการสำรวจครั้งละ 8,000 ตัวอย่าง กระจายไปทั้ง 350 เขตเลือกตั้งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบัน และยังแยกภาค อาชีพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตามหลักการวิจขัยทุกอย่าง / การสำรวจทำมาแล้ว 4 ครั้ง / เป็นการทำโพลล์ที่แตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไปที่มีกลุ่มตัวอย่างเพียงแค่ 1,200 คนเท่านั้น เพราะฉะนั้น "รังสิตโพล" จึงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ส่วนการสำรวจตัวอย่างเพียงแค่ 1,200 คน เรียกว่า "การสำรวจทัศนคติ" ไม่ใช่การสำรวจโพลล์ผลสำรวจสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า คะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อแกนนำพรรคเพื่อไทย หรือพรรคไทยรักไทยเดิม ลดน้อยลงตามลำดับ ประเด็นนี้ อาจารย์สังศิต วิเคราะห์สาเหตุว่า มาจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เคยมีผู้ปฏิบัติงานมีประสบการณ์สูง และมีกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานกับประชาชนระดับล่างทั่วประเทศร่วมงานอยู่กับพรรค ทำให้สามารถเสนอนโยบายชนะใจคนรากหญ้าได้ โดยเฉพาะนโยบายที่กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่สำคัญ คือ "30 บาทรักษาทุกโรค" และ "กองทุนหมู่บ้าน" กระทั่งสามารถเอาชนะพรรคการเมืองทุกพรรคมาตลอด นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันเอ็นจีโอส่วนใหญ่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคเพื่อไทยแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยยังเคยเป็นผู้นำในการนำระบบการสื่อสารที่ก้าวหน้ากว่าและทันสมัยกว่า มาใช้เพื่อเอาชนะพรรคคู่แข่ง แต่ขณะนี้พรรคการเมืองอื่นๆ สามารถนำเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ หรือ โซเชียลมีเดีย มาใช้ได้เช่นกัน จึงทำให้ความได้เปรียบของพรรคเพื่อไทยลดลงอาจารย์สังศิต ยังวิเคราะห์ถึง "ยุทธการแตกแบงก์พัน" ของพรรคเพื่อไทย ด้วยการเปิดพรรคสาขา หรือ พรรคนอมินี เพื่อเก็บคะแนนตกน้ำ นำไปแชร์ส่วนแบ่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วยว่า ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถทำให้ได้ที่นั่ง ส.ส.มากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าคะแนนเหล่านั้นจะไปรวมกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากนักการเมืองทุกคนก็อยากเป็น ส.ส. และอยากมีอำนาจ