เนชั่นทีวี

ข่าว

แม่โจ้จัดเสวนาดึง6พรรคตอบโจทย์ประเทศไทย

28 พ.ย. 2561 | Ekkapon

แม่โจ้จัดเสวนาดึง6พรรคตอบโจทย์ประเทศไทย

นศ.วิทยาลัยบริหารศาสตร์ ม.แม่โจ้ จัดเสวนา "เลือกตั้งตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่" เชิญ 6 พรรคการเมือง เพื่อไทย อนาคตใหม่ เกียน ประชาธิปัตย์ เพื่อชาติ สามัญชน ร่วมเสวนา

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ที่ห้องประชุมนรสิงห์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชารัฐศาสตร์ สิงห์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดเสวนา เลือกตั้งตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่ โดยมี นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส จากพรรคเพื่อไทย, น.ส.พรรณิการ์ วานิช พรรคอนาคตใหม่, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ พรรคเกียน, น.ส.พรพรหม พรหมชาติ พรรคเพื่อชาติ, นายปกรณ์ อารีกุล พรรคสามัญชน, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมเสวนา ในหัวข้อสภาพสังคมไทยหลังผ่านการเลือกตั้ง , บทบาทของนักศึกษากับการเมืองไทยหลังผ่านการเลือกตั้ง และ หลักประชาธิปไตยกับวัฒนธรรมไทย โดยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้ารับฟังการเสวนา


แม่โจ้จัดเสวนาดึง6พรรคตอบโจทย์ประเทศไทย




 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หัวหน้าพรรคเกียน กล่าวว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2562  บรรยากาศในภาพร่วมประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมาก การเลือกตั้งจึงอาจเป็นตัวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาพื้นตัวได้ การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงควรคำนึงถึงการให้ความรู้กับประชาชนที่ให้ความสนใจกับการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างมาก เพราะจะเป็นการเลือกตั้งที่กำหนดชีวิตของประชาชน ในการที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ประชาชนออกมาแสดงบทบาททางการเมืองมากขึ้น ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่มีคนเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก การเลือกตั้งในครั้งนี้ มองว่าจะแบ่งกลุ่มออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่หนุน คสช. และกลุ่มที่ไม่หนุนคสช. ฝ่ายที่ไม่หนุน คสช.จะได้เปรียบเนื่องจากประชาชนมองเห็นผลงานของ คสช.ที่เข้ามาบริหารประเทศแล้ว จึงเชื่อว่า กลุ่มที่หนุน คสช. จะเป็นกลุ่มที่ประชาชนให้ความสนใจ และเทคะแนนให้มากกว่า อย่างไรก็ตามหลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี เท่านั้น โดยคาดวาจะมีการยุบสภา เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีคนจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงต้องมีการแก้ไขและยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 


นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากเลือกตั้งแล้วสภาพสังคมไทยจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน ที่ถูกคัดสรรจาก คสช. หากสว.เลือกที่จะขัดกับเสียงของประชาชนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ 500 คนในสภา ซึ่งกังวลว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่สามารถผ่านกฎหมายได้เลย ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข จึงอยากเรียกร้องว่าสว.ที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะไม่ขัดแย้งกับความคิดเห็นของประชาชนการเลือกตั้งในครั้งนี้ 


แม่โจ้จัดเสวนาดึง6พรรคตอบโจทย์ประเทศไทย




ประชาชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยชักจูงในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องมีการปลดล็อคให้พรรคการเลือกมีสิทธิในการหาเสียงได้ เพื่อให้ประชาชนรับความรู้ความเข้าและตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบมากที่สุด กระแสการที่ประชาชนอยากเลือกตั้งมีสูงมาก ทุกคนอยากเห็นการใช้ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ประชาชนต้องการมากกว่าการเลือกตั้ง ที่ไม่ปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง ประชาชนต้องการที่จะเข้าไปตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริต ด้านเศรษฐกิจสังคมประชาชนต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องการความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ต้องไม่มีความเหลือมล้ำทางโครงการ ต้องมีการกระจายอำนาจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 


นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แต่ละพรรคการเมืองมีแนวนโยบาย และจุดยืนที่จะต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในโลกปัจจุบันเป็นโลกของเสรีภาพ มีความหลากหลายในสังคม  มีการเข้าถึงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว รับบาลปัจจุบันต้องมาช่วยกันออกแบบสังคมให้ตรงกับยุคสมัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สภาพสังคมหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะติดที่เงื่อนไขยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ร่างโดยกลุ่มคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้มีการสอบถามประชาชนว่ายุทธศาสตร์เหล่านี้ตรงกับความต้องการหรือไม่ 


การแก้ไขรับธรรมนูญ ปี 60 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะใน บทที่ 5 หน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมเข้ามาโดยให้อำนาจหน่วยงานทหารเพิ่มขึ้น เพื่อคลายล็อคเพิ่มงบประมาณเข้าไปในหน่วยนี้ ทุกคนจึงต้องเข้าร่วมกันออกแบบอนาคตของประเทศไทย การที่ คสช.ยังไม่คลายล็อคให้พรรคการเมืองพูดถึงนโยบายของพรรคได้ เป็นการเอาเปรียบทางการเมืองอย่างชัดเจน ถือเป็นการเอาเปรียบประชาชน 


พรรคการเมืองต่างๆ มีโอกาสที่จะพูดถึงนโยบาย พูดถึงตัวตนของพรรคการเมืองเพียง 60 วันเท่านั้น จึงอยากให้ประชาชนใช้เวลา ใน 60 วันนี้ พิจารณาและศึกษานโยบายที่ติดว่าถูกใจมากที่สุด เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ ซึ่งหลังจากการเลือกตั้วแล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จะเป็นการสืบทอดอำนาจ หรือไม่สืบทอดอำนาจ หวังว่าในอนาคตจะได้สังคมที่เปิดกว้าง เคารพและรับฟังทุกเสียงที่แสดงความคิดเห็น ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีแนวทางในการรับฟังและเคารพในทุกเสียง


แม่โจ้จัดเสวนาดึง6พรรคตอบโจทย์ประเทศไทย



นายปกรณ์ อารีกุล แกนนำพรรคสามัญชน กล่าวว่า  อำนาจการใช้สิทธิอยู่ที่ปชช. อาจต้องไม่คาดหวังว่า จะได้ใครมาเป็นผู้นำ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่า 4 ปีที่ผ่านมา ที่ได้ใครก็ไม่รู้มาทำหน้าที่ผู้นำ ทำงานแทนปชช. ถึงเวลานี้พี่น้องประชาชนสามารถพูดได้เต็มปากว่า พอกันทีกับ 4 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าจะเลือกใครในตอนนี้ กฎหมายต่างๆ ที่เขียนออกมา ยังคงทำให้ คสช  เป็นเงาตามตัว ตัวแทนของทุกท่านเข้าสภา ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น แต่ถ้าฝั่งที่ไม่เอา คสช.ชนะเลือกตั้ง แต่สถานการณ์ก็จะอยู่ในวนลูปของ คสช. เราจะไม่ได้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงคืนมา เพราะฉะนั้นเราควรสนับสนุนคนที่มาจากการเลือกตั้งขึ้นสู่อำนาจ การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อาจเหมือนการอกหัก มีสมหวัง ผิดหวัง แต่นักการเมืองควรพึงคิดเสมอว่า ประชาชนเป็นเจ้าของนักการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองเป็นเจ้าของประชาชน แต่ถ้ามีการเลื่อนการเลือกตั้ง พรรคสามัญชน จะเดินเท้าจากขอนแก่น เข้าสู่ กทม.


คนรุ่นใหม่และนักศึกษาควรอยู่ในทุกวงการ ไม่เพียงเฉพาะการเมือง สามารถคาดหวังกับคนรุ่นใหม่ได้ แต่ไม่ใช่ไปคาดหวังทั้งหมดจากคนรุ่นใหม่ แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านไป แต่ตัวคำสั่ง ที่ 3/58 ของคสช. ยังบังคับใช้ต่อไปเพราะถูกเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ในยุคสมัยของคสช. ไม่ว่าคนรุ่นใหม่จะออกมาเคลื่อนไหวอะไร ก็จะถูกจับดำเนินคดี แต่หลังจากการเลือกตั้ง คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทมากขึ้นถ้าในตอนเลือกตั้ง คนรุ่นใหม่และนักศึกษาทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพราะถ้านับไปอีก 30 ปีข้างหน้า นายกรัฐมนตรีอาจไม่อยู่กับเราแล้ว และคุณทักษิณ อาจเป็นคุณปู่เลี้ยงหลานอยู่บ้าน และอีก 30 ปีข้างหน้าคนรุ่นใหม่และนักศึกษาในวันนี้จะกลายมาเป็นกำลังหลักของประเทศ



 ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีการทำรัฐประหาร ประเทศไทยจะก้าวไปไกลมาก และจะมีโอกาส ที่สังคมไทยจะมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าและทันสมัย แต่การทำรัฐประหารทำให้การพัฒนาวัฒธรรมของประชาธิปไตย ในประเทศไทยถูกตัดตอนลง และวัฒนธรรมอีกอย่างที่สำคัญคือ ตราบใดที่ตัวแทนของประชาชนเช่น ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. หรือ สส. ยังยึดระบบเจ้านาย ไม่สามารถเอาความคิดเห็นของประชาชนไปเสนอหรือแย้งกับผู้ที่มีอำนาจมากกว่าได้ ก็ยังขัดต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและยังถือว่าเป็นอีกวัฒนธรรมประชาธิปไตยของไทยที่ยังล้าหลังอยู่


แม่โจ้จัดเสวนาดึง6พรรคตอบโจทย์ประเทศไทย





น.ส. พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า สภาพสังคมไทยผ่านการเลือกตั้ง คนไทย 99% ยังมองไม่ออกว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความคับข้องใจ ที่ได้ไปเลือกตั้งแล้วจะเป็นอย่างไรต่อหลังเลือกตั้ง และการเลือกตั้งเองกฎกติกาเองประชาชนส่วนใฆญ่เข้าไม่เข้าใจเพราะยังไม่มีอะไรชัดเจน นี่อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนสับสน และฝ่ายเผด็จการอาจชนะไปแบบงงๆ แต่ประชาชนก็ยังมีความหวังว่าหลังเลือกตั้งจะมีอะไรดีขึ้น สิ่งที่ควรรีบทำหลังการเลือกตั้ง ถ้าฝั่งเลือกเผด็จการแพ้ในการเลือกตั้ง และพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้นายกรัฐมนตรีต่อ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 ในมาตราที่ไม่เป็นธรรม เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้


การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษา จะต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพราะปัจจุบันนี้ นักศึกษาและคนรุ่นใหม่สามารถแสดงความคิดเห็น ได้ทุกๆ วินาที เพราะเรามีโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีต่างๆ นักศึกษาจะต้องตื่นตัวต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าการมีชีวิตอยู่ใต้เผด็จการ เป็นอย่างไร สิทธิและการใช้ชีวิต สำคัญเท่าๆกับ สิทธิและเสรีภาพในการเลือกตั้ง นักศึกษาและคนรุ่นใหม่จะต้องใช้สิทธิ์เหล่านี้อย่างคุ้มค่า ที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย


วัฒนธรรมไทยไม่เอื้อต่อการเติบโตของประชาธิปไตย และเราจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ได้อย่างไร ทางพรรคอนาคตใหม่จึงปักธงไว้ 3 ธง ในการแก้ไข คือ 1.การเมืองต้องไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน ต้องทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการเมืองได้ และทำให้ทุกคนรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน 2.ลดความขัดแย้ง ให้ประชาชนมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ลดอำนาจทุนนิยมผูกขาด และกำจัดระบอบเผด็จการออกจากประเทศไทย


น.ส. พรพรหม พรหมชาติ  สมาชิกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งควรจะมีต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์ เพื่อให้การเลือกตั้งในรอบมีความบริสุทธิ์ และประชาชนจะต้องเลือกพรรคไหนก็ได้ที่เป้นประชาธิปไตย คือทางออกของประเทศ แต่ถ้าพรรคที่สนับสนุนเผด็จการชนะการเลือกตั้งนับเป็นความล้มเหลวแต่อนาคตของประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้


ในอดีตถึงปัจจุบัน ทุกคนต่างรับรู้ถึงผลงานของนักศึกษาที่ไม่ยอมก้มหัวต่อเผด็จการ และนักศึกษา จะเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นจากอำนาจเผด็จการหลังจากการเลือกตั้ง ถ้านักศึกษาออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ และรัฐต้องไม่กดขี่นักศึกษาแบบในอดีต จะทำให้นักศึกษาเป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยได้


ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมไทยยังยึดติดกับระบบอุปถัมป์ ซึ่งระบบอุปถัมป์นั่นเป็นระบบที่ทำลายประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง เพราะมีคำว่าบุญคุณต้องทดแทนเข้ามา ทำให้การพัฒนาประเทศไทยต้องชะงักลง ถ้าเรายังไม่ก้าวข้ามระบบอุปถัมป์ ก็จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เราจึงกำจัดระบบอุปถัมป์ซึ่งฝังรากลึกในสังคมไทยมานานให้ออกไปให้ได้ ประเทศถึงจะเดินหน้าและจะได้ประชาธิปไตยที่แบ่งบานได้

ข่าวล่าสุด